แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - BeerCH0212

หน้า: [1] 2 3
1

ขายกระชายดำ ข้าวโพดมีสารต้านอนุมูลอิสระ คุ้มครองโรคมะเร็งได้ใช่หรือไม่ rfjykuuilทานข้าวโพดช่วยลดน้ำหนักได้ไหม แล้วสรุปข้าวโพดเป็นผักหรือผลไม้กันแน่ ทุกข้อftgul,io;;.ความสำคัญน่าสงyu,i.u.ioสัย วันนี้จำหน่ายกระชายดำพวกเรามีคำตอบมาให้แล้ว  มั่นใจว่าulคul,io;.;งไม่มีผู้ใดไม่รู้ข้าวโพด ด้วยเหตุว่าอย่างต่ำๆก็จำเป็นต้องเคยulานป๊อปคtloi;i;อร์นตามโรงหนัง หรื;oi;oi;อข้าวโพดอบเนยตามตลาดylio;op[rhtนัดกันบ้าง แม้กระนั้นจะมีสักกี่tjytjykคนที่รู้ดีว่าข้าวโพดมีประโยชน์ ช่วยลดการเสี่ยงแล้วก็ปกป้องโรคได้มากมาย ถึงขนาดมีนักวิจัยนำข้าวโพดไปวิจัยกันหลายต่อหลายรอบ ซึ่งในวันนี้เราก็ไulด้เulก็บรวบรวมมากมายขายกระชายดำคุณประโy;tkuulkยชน์เด็ดๆของข้าวโพด ที่จะทำให้ทุกคนต้ui;op'p'องตกหลุมรักมาฝากกัน ulมื่อก่ulอนอื่น ไปทำความรู้จักข้าวโพดกัo'o';o'ooนให้มากเพิ่มขึ้นกว่านี้อีกนิด เนื่องจาkiululกปัจจุบันนี้คนจำนวนไม่น้อยuยังงวยงงจำหน่ายกระชายดำอยู่เลยว่า ข้าวโพดเป็นผักหรือผลไม้กันแน่ !  ข้าวโพดเป็นผักหรือuilลไuilม้กันแน่iu ?   ประการแรกอยากให้ทุกคนทำควาi;มเข้าiliol;io;ใจผักรวมทั้งผลfkyuไม้อย่างง่ายๆio;ก่อนว่า ผัก คือ พืชที่พวกเรานำราก ใบ แล้วก็ดอก ไปประกอบเป็นของกิน ส่วนผลไม้ คือพืชที่เรานำผลมาบริโภค ซึ่งส่วนมากจะหวานกว่าผัก แล้วก็สามารถรับประทานได้เลยโดยไม่จำเป็นจำต้องปรุงให้สุก  แต่ พวกเราต้องการจะกล่าวว่าข้าวโพด ไม่ใช่อีio;io;กทั้งผักและก็ผลไม้ เพราะข้าวโพดจัดเป็นพืชไร่ตระกูลต้i;นหญ้าที่เรานำเi;io;op;ม็ดมาทำเป็นของกิน เช่นเดีy;po;op;ยวกับพืชอย่างข้าวและก็ถั่ว ซึ่งพืfrjykyutlilukluilพวกนี้ นับว่าเป็นธัญพืululช เพราะฉะนั้นปริศนาขายกระชายดำที่ว่า ข้าวโพดเป็นผักหรือผlulio;orjyukลไม้กันแน่ ? ก็ตอบได้เลยค่ะว่า ไม่ใช่ทั้งสองอย่าง เพราะว่าข้าวโพดเป็นyloi;i;ธัญพืชนั่นเอง !

Tags : ขายกระชายดำ,จำหน่ายกระชายดำ,ขายกระชายดำ

2

ขายกวาวเครือขาวคุณประโยชน์ทางโภชนาการของกล้วย
ลดระดับคอเลสเตอรอล การควบคุมระดับคอเลสjyuio.ตอรอลไม่ให้สูงเหลือเกินเป็นเลิศo.i9utyในสาเหตุที่จะช่วยลดการเสี่ยงต่อการเกิดโรคอื่นๆตามมา ดังเช่นว่า โรคเบาหวานแล้วก็โรคเส้นโลหิตหัวใจ เหตุที่เชื่อกันว่ากล้วยอาจมีคุณส87มบัตินี้ เนื่องkด้วยกล้วยเป็นแหล่งเส้นใยอาหารที่ดีต่อร่างกาย8l โดยกล้วยขนา4524ดกึ่งกลางนั้นให้ใยอาหารราวๆ 3 กรัu.i.io.i ม ซึ่งเท่ากันกับ 10 เปอร์เซ็นต์ของใยอาห8l8ารที่ร่างกายคนเราปรารถนาใน00-'แต่ละวัน|ทุกวัน|วันแล้ววันเล่า|ทุกๆวัน} เมื่อรับประทานก็เล67kjยรู้สึกอิ่ม5j67 กลับให้ปริมาณแคลอรีเพียงเล็กน้อu.ui.io. ย และช่ว0-'ยควบคุมระดับคอ4242เลสเตอรอลไม่ให้สูงเหลือเกินได้สำหรับเop'p0'0พื่อการศึกษาเกี่ยวกับสมรรถนะ{ในการ|สำหรับการ|สำ0-'หรับในการลดระดับคอเลสเตอรอลของกล้วย มีการให้อาสาสมัครที่มีสภาวl9;ะคอเลสเตอรอลสูio.i./io.ii';pงจำนวน 30 คน และผู้ป่วยโรคเบาหวานจำพวกที่ 2 จำนวน 15 คน กินกล้วยเป็นอาหารเ8;ช้าในจำนวน 250 หรือ 500 กรัม ทุกวี่ทุกวัน นาน 12 อาทิตย์ ผลที่ตามมาระดับน้ำตาลและคอเ89lลสเตอรอลในเลือดของกรุ๊ปที่มีคอเลสเตอรอลสูงลดน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญหลังจากรับประทานกล้วยไปแล้วตรงเวลา 2 ชั่วโมง ส่วนในคนเป็นโรคเบาหวานนั้นไม่เจอความเคลื่อนไหวของระดับน้ำตา0'ลหรืu;อไขมันในเลือดมากสักเท่าไรนัก แม้กระนั้นพบว่าระดับของฮอร์โมนอดิโพเนคตินที่ทำหน้าที่ควบคุมน้ำตาลรวมทั้งไขมัน ซึ่งมักจะuil,u,iu,น้อยลงต่ำในผู้ป่วยโรคเบาหวานนั้นกลับเพิ่มขึ้น ส่วนด้านควki78lามปลอดภัย การบริโภคกล้วยบ่อยๆวันละ 2gmnyum50 กรัม ไม่เป็นอันตรายต่อผู้ป่วยโรคเบาหวานและก็คนไข้ส67ภาวะคอเลสเตอรอลสูงแต่อย่างใด จากข้อสรุปuiui,u,ดังที่ได้กล่าyukmyukวมาแล้ว มั่นใจว่าถ้ามี{งานวิจัย|การวิจัย|การค้นคว้า|การค้นคว้าวิจัย|งานค้นคว้าวิจัย|งานศึกษาวิจัย|งานศึกษาค้นคว้าและการวิจัย|

Tags : ขายกวาวเครือขาว

3

เหงือกปลาหมอ
เหงือกปลาหมอ ชื่อสามัญ Sea holly, Thistleplike plant
เหงือกปลาหมอ ชื่อวิทยาศาสตร์ Acanthus ebracteatus Vahl (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Acanthus ilicifolius Lour., Acanthus ilicifolius var. ebracteatus (Vahl) Benoist, Dilivaria ebracteata (Vahl) Pers.) จัดอยู่ในสกุลเหงือกปลาหมอ(ACANTHACEAE)
สมุนไพรเหงือกปลาหมอ มีชื่อแคว้นอื่นๆว่า แก้มแพทย์ (สตูล), แก้มแพทย์เล (กระบี่), อีเกร็ง (ภาคกลาง), นางเกร็ง จะเกร็ง เหงือกปลาหมอน้ำเงิน ฯลฯ
เหงือกปลาหมอมีอยู่ด้วยกัน 2 สายพันธุ์หมายถึงจำพวกที่เป็นดอกสีม่วง (Acanthus ilicifolius L.) ที่พบบ่อยทางภาคใต้ แล้วก็ประเภทที่เป็นดอกสีขาว (Acanthus ebracteatus Vahl) ที่พบได้บ่อยทางภาคกึ่งกลางและภาคทิศตะวันออก แล้วก็เป็นพรรณไม้ที่ขึ้นชื่อลือนามของจังหวัดสมุทรปราการ
เหงือกปลาหมอ สมุนไพรใกล้ตัวหรือบางทีอาจจะเรียกว่าเป็นสมุนไพรชายน้ำหรือชายเลนก็ได้ สามารถนำสรรพคุณทางยามาใช้ในการรักษาโรคได้หลากหลายประเภท ที่สะดุดตามากมายก็คือการนำมารักษาโรคผิวหนังได้เกือบทุกชนิด แก้น้ำเหลืองเสีย แล้วก็การนำมาใช้รักษาริดสีดวงทวาร เป็นต้น โดยส่วนที่นำมาใช้เป็นยาสมุนไพรก็ได้แก่ ส่วนลำต้นทั้งยังสดรวมทั้งแห้ง ใบสดและแห้ง ราก เม็ด และทั้งยังต้น (ส่วนทั้ง 5 ประกอบไปด้วย ต้น ราก ใบ ผล เม็ด)
รูปแบบของเหงือกปลาหมอ
ต้นเหงือกปลาแพทย์ เป็นไม้พุ่มขนาดกึ่งกลาง มีความสูงประมาณ 1-2 เมตร ลำต้นแข็ง มีหนามอยู่ตามข้อของลำต้น ข้อละ 4 หนาม ลำต้นกลม กลวง ตั้งตรง มีสีขาวอมเขียว ลำต้นมีเส้นผ่าศูนย์กลางราวๆ 1.5 เซนติเมตร เพาะพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ดและการใช้กิ่งปักชำ เป็นพรรณไม้ที่มักขึ้นกลางแจ้ง เจริญวัยเจริญในที่ร่มแล้วก็ในที่ที่มีความชุ่มชื้นสูง ถูกใจขึ้นตามชายน้ำหรือรอบๆริมฝั่งลำคลองรอบๆปากแม่น้ำ อย่างเช่น รอบๆริมน้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกเหนือปากคลองมหาวงก์ แล้วก็ที่สถานที่เรียนนายเรือ เป็นต้น
ต้นเหงือกปลาหมอ
ใบเหงือกปลาหมอ ใบเป็นใบโดดเดี่ยว รูปแบบของใบมีหนามคมอยู่ขอบขอบใบและปลายใบ ขอบใบเว้าเป็นช่วงๆผิวใบเรียบวาวลื่น แผ่นใบสีเขียว เส้นใบสีขาว มีเหลือบสีขาวเป็นแถวก้างปลา เนื้อเรือใบแข็งและก็เหนียว ใบกว้างราว 4-7 เซนติเมตร รวมทั้งยาวประมาณ 10-20 ซม. ใบจะออกเป็นคู่ตรงข้ามกัน ก้านใบสั้น
ใบเหงือกปลาหมอ
ดอกเหงือกปลาหมอ มีดอกเป็นช่อตั้งตามปลายยอด ยาวประมาณ 4-6 นิ้ว ดอกมีอีกทั้งจำพวกดอกสีม่วง (หรือสีฟ้า) รวมทั้งพันธุ์ดอกสีขาว ที่ดอกมีกลีบรองดอกมี 4 กลีบ กลีบแยกจากกัน บริเวณกึ่งกลางดอกจะมีเกสรตัวผู้แล้วก็เกสรตัวเมียอยู่
ดอกเหงือกปลาหมอ
สมุนไพรเหงือกปลาหมอ
ผลเหงือกปลาหมอ ลักษณะของผลเป็นฝักสีน้ำตาล รูปแบบของฝักเป็นทรงกระบอก รูปไข่ หรือกลมรี ยาวโดยประมาณ 2-3 ซม. เปลือกฝักมีสีน้ำตาล ปลายฝักป้าน ข้างในฝักมีเมล็ด 4 เม็ด
สรรพคุณของเหงือกปลาหมอ
ใช้เป็นยาอายุวัฒนะ ทำให้อายุยืน ร่างกายแข็งแรง เลือดลมไหลเวียนดี เส้นเลือดไม่อุดตัน บำรุงผิวพรรณ ด้วยการใช้ทั้งยังต้นเหงือกปลาหมอนำมาตำผสมกับพริกไทยในอัตราส่วน 2:1 แล้วคละเคล้าผสมกับน้ำผึ้ง ปั้นเป็นยาลูกกลอน ว่ากันว่าถ้าหากรับประทานติดต่อกัน 1 เดือน จะมีผลให้ปัญญาดี ไม่มีโรค / 2 เดือน ผิวหนังเต่งตึง / 3 เดือน ทำให้ริดสีดวงหาย / 4 เดือน ช่วยแก้ลม 12 ชนิด หูไว / 5 เดือน หมดโรค / 6 เดือน ทำให้เดินไม่ทราบเหนื่อย / 7 เดือนผิวสวย / 8 เดือน เสียงน่าฟัง / 9 เดือน หนังเหนียว (ทั้งต้น, ราก)
เหงือกปลาหมอมีสรรพคุณช่วยบำรุงรักษาประสาท (ราก)
ช่วยรักษาอาการธาตุไม่ดีเหมือนปกติ (ทั้งต้น)
ช่วยให้เลือดลมปกติ (อีกทั้งต้น)เหงือกปลาหมอขาว
ช่วยให้เจริญอาหาร (ต้น)
ช่วยแก้โรคกระษัย อาการผ่ายผอมเหลืองหมดทั้งตัว ด้วยการใช้ทั้งต้นของเหงือกปลาหมอนำมาตำเป็นผงกินทุกวัน (ต้น)
ช่วยแก้อาการร้อนหมดทั้งตัว เจ็บระบบหมดทั้งตัว ตัวแห้ง เวียนหัว หน้ามืดตามัว มือตายตีนตาย ด้วยการใช้อีกทั้งต้นของเหงือกปลาหมอรวมทั้งเปลือกมะรุมอย่างละเท่ากัน ใส่หม้อต้มผสมกับเกลือนิดหน่อย หมาก 3 คำ เบี้ย 3 ตัว วางบนปากหม้อ แล้วใช้ฟืน 30 ท่อน ต้มกับน้ำเดือดกระทั่งงวดแล้วยกลง เมื่อเสร็จให้กลั้นหายใจรับประทานขณะอุ่นๆกระทั่งหมด อาการก็จะ (ทั้งต้น)ช่วยยับยั้งโรคมะเร็ง ต้านโรคมะเร็ง (ทั้งยังต้น)
ช่วยรักษาอาการปอดอักเสบ ด้วยการใช้เหงือกปลาหมอทั้งต้นแล้วก็อาหารเย็นเหนือ ข้าวเย็นใต้ในรูปทรงที่เสมอกัน เอามาต้มกับน้ำจนเดือดแล้วนำมาดื่มในขณะอุ่นๆทีละ 1 แก้ว เช้าตรู่ กลางวัน เย็น อาการจะดียิ่งขึ้น (อีกทั้งต้น)
รักษาปอดอักเสบ ข้อมูลนี้ยังไม่น่าเชื่อถือ* (ใบ)
ต้นมีรสเค็มกร่อย คุณประโยชน์ช่วยแก้ลักษณะของการปวดศีรษะ (ต้น)
รากช่วยแก้และก็บรรเทาอาการไอ หรือจะใช้เมล็ดนำมาต้มดื่มแก้อาการไอก็ได้เช่นเดียวกัน (ราก, เมล็ด)
ช่วยแก้โรคหืดหอบ (ราก)
ช่วยรักษาวัณโรค ด้วยการใช้ต้นเอามาตำผสมเป็นน้ำดื่ม (ต้น)
ช่วยแก้อาการเจ็บตา ตาแดง ด้วยการใช้เหงือกปลาหมออีกทั้งต้นนำมาตำผสมกับขิง คั้นมัวแต่น้ำใช้หยอดตาแก้อาการ (ทั้งยังต้น)
ใบช่วยแก้ไข้ (ใบ)
ช่วยแก้ไข้จับสั่น ด้วยการใช้อีกทั้งต้นเหงือกปลาหมอมาตำผสมกับขิง (ทั้งต้น)
ช่วยแก้พิษไข้หัว ด้วยการใช้ทั้งต้นและรากนำมาต้มอาบแก้อาการ (ทั้งยังต้น)
แก้อาการไอ เมล็ดใช้ผสมกับดอกมะเฟือง เปลือกอบเชย น้ำตาลกรวด เอามาต้มรวมกันแล้วมัวแต่น้ำมากินเป็นยาแก้ไอ (เมล็ด)
ช่วยขับเสลด (ราก)
ถ้าเกิดเป็นลม ให้ใช้ต้นเหงือกปลาหมอ 1 ส่วน / พริกไทย 2 ส่วน ผสมรวมกัน ตำอย่างละเอียดเป็นผงแล้วเอามาละลายน้ำร้อนดื่ม (ต้น)
ช่วยแก้โรคกระเพาะ ด้วยการใช้ทั้งยังต้นแล้วก็พริกไทย (10:5 ส่วน) ตำผสมปั้นเป็นยาลูกกลอน (ทั้งต้น)

ช่วยขับพยาธิ (เมล็ด)
ช่วยรักษาโรคริดสีดวงทวาร ด้วยการใช้ต้นเหงือกปลาหมอกับขมิ้นอ้อย เอามาตำละลายกับน้ำแล้วทาบริเวณที่เป็นริดสีดวง หรือจะใช้ปรุงกับฟ้าทะลายมิจฉาชีพ ใช้รมหัวริดสีดวงก็ได้ (ต้น, ใบ)
ช่วยขับปัสสาวะ ข้อมูลนี้ยังไม่น่าเชื่อถือ* (ไม่กำหนดส่วนที่ใช้)
ช่วยรักษามุตกิดระดูขาว ตกขาวของสตรี ด้วยการกางใบแล้วก็ต้นนำมาตำเป็นผุยผง ผสมกับน้ำผึ้งหรือน้ำมันมันงา ปั้นเป็นยาลูกกลอนรับประทานแก้อาการ (ต้น, ใบ, ราก)
ช่วยแก้เมนส์มาไม่ปกติของสตรี ด้วยการใช้ทั้งต้นเอามาตำผสมกับน้ำผึ้ง น้ำมันงา (ทั้งยังต้น)
ช่วยรักษานิ่วในไต ด้วยการใช้ใบนำมาต้มเป็นน้ำดื่ม (ใบ)
ช่วยแก้ไตทุพพลภาพ ข้อมูลนี้ยังไม่น่าเชื่อถือ* (ไม่กำหนดส่วนที่ใช้)
ผลช่วยขับโลหิต หรือจะใช้เมล็ดผสมกับดอกมะเฟือง เปลือกอบเชย น้ำตาลกรวด เอามาต้มรวมกันแล้วเอาแต่น้ำมากิน หรือใช้ต้น 10 ส่วนและก็พริกไทย 5 ส่วน ผสมทำเป็นยาลูกกลอนกินก็ได้ (เม็ด, ผล, ทั้งยังต้น)
ช่วยฟอกเลือด ข้อมูลนี้ยังไม่น่าเชื่อถือ* (ไม่กำหนดส่วนที่ใช้)
แก้พิษเลือด ข้อมูลนี้ยังไม่น่าเชื่อถือ* (เปลือกต้น)
ช่วยรักษาแผล ด้วยการใช้ทั้งยังต้นเอามาตำผสมกับหัวสามสิบ ในอัตราส่วน 2:1 (ทั้งต้น)
ต้นเหงือกปลาหมอมีสรรพคุณช่วยรักษาแผลพุพอง (ต้น)
ใบมีรสเค็มกร่อย สรรพคุณช่วยรักษาแผลอักเสบ (ใบ)
ช่วยแก้น้ำเหลืองเสีย ด้วยการใช้ต้น 3-4 ต้น นำมาหั่นเป็นชิ้น แล้วต้มน้ำอาบแก้อาการ (ต้น, ใบ, เม็ด)
สำหรับคนป่วยโรคภูมิคุมกันบกพร่องที่มีแผลพุพองตามผิวหนัง หากใช้ต้นมาต้มอาบและทำเป็นยากินต่อเนื่องกันโดยประมาณ 3 เดือนจะช่วยทำให้ลักษณะของแผลพุพองทุเลาลงอย่างแจ่มแจ้ง (ต้น)
ช่วยรักษาโรคผิวหนังหรือประป่า รักษาขี้กลากโรคเกลื้อน อีสุกอีใส (ใบ)
ช่วยรักษาโรคเรื้อน โรคกุฏฐัง ด้วยการใช้ทั้งยังต้นนำมาตำเอาแต่น้ำดื่ม (ทั้งต้น)
ช่วยแก้ผื่นผื่นคันตามร่างกาย ใช้ล้างแผลเรื้อรัง ด้วยการใช้ต้นสดแล้วก็ใบสดล้างสะอาดราว 3-4 กำมือ นำมาสับแล้วต้มกับน้ำอาบแก้ผื่นคันต่อเนื่องกัน 3-4 ครั้ง (ต้น, ใบ)
เหงือกปลาหมอมีสรรพคุณทางยาช่วยแก้ลมพิษ (ต้น)
รากสดนำมาต้มเอาแต่น้ำ ใช้ดื่มเป็นยารักษาโรคงูสวัดได้ (ราก)
ช่วยรักษาฝี ฝีเรื้อรัง แผลฝีหนอง โรคฝีดาษ ตัดรากฝี แก้พิษฝีทุกชนิดภายในข้างนอก ด้วยการใช้ต้นแล้วก็ใบทั้งสดและแห้งประมาณ 1 กำมือ เอามาบดให้ถี่ถ้วน แล้วเอามาพอกรอบๆที่เป็นฝี หรือแนวทางที่สองจะนำมาสับเป็นชิ้นเล็กๆใส่น้ำให้ท่วมแล้วต้มในน้ำเดือดทิ้งไว้ 10 นาที แล้วนำมาดื่มก่อนที่จะรับประทานอาหารทีละครึ่งแก้ว วันละ 3 ครั้ง โดยประมาณ 2-3 อาทิตย์ หรือจะใช้เมล็ดเอามาคั่วให้ไหม้เกรียมแล้วป่นให้ละเอียด ชงกับน้ำกินเป็นยาแก้ฝีก็ได้ (ต้น, ใบ, เม็ด)
เมล็ดใช้ปิดพอกฝี (เม็ด)
ผลมีรสเผ็ดร้อน คุณประโยชน์ช่วยทำลายพิษ (ผล, ต้น)
ใบสดเอามาตำอย่างรอบคอบ สามารถใช้พอกบริเวณแผลที่ถูกงูกัดได้ (ใบ)
ช่วยแก้ผิวแตกหมดทั้งตัว ด้วยการใช้ทั้งยังต้นของเหงือกปลาหมอ 1 ส่วน / ดีปลี 1 ส่วน ใช้ผสมกันบดให้เป็นผุยผงชงกับน้ำร้อนดื่มแก้อาการ (ทั้งต้น)
ต้น หากประยุกต์ใช้จะช่วยแก้โรคเหน็บชา อาการชาหมดทั้งตัวได้ (ต้น)
รากมีสรรพคุณช่วยแก้อัมพาต (ราก)
แก้อาการเจ็บหลังเจ็บเอว ด้วยการใช้ต้นกับชะเอมเทศนำมาบดเป็นผุยผง ผสมกับน้ำผึ้งปั้นเป็นยาลูกกลอนกิน (ต้น)
ใบใช้เป็นยาประคบปรับแก้ข้ออักเสบรวมทั้งแก้ลักษณะของการปวดต่างๆ(ใบ)
ช่วยบำรุงรากผม ด้วยการใช้น้ำคั้นจากใบนำมาทาให้ทั่วศีรษะ จะช่วยทำนุบำรุงรากผมได้ (ใบ)
ประโยชน์ซึ่งมาจากเหงือกปลาหมอ
ในปัจจุบันสมุนไพรเหงือกปลาหมอมีการนำไปผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นยาแคปซูลสมุนไพร (เหงือกปลาหมอแคปซูล) หรือเป็นยาชงสมุนไพร (เหงือกปลาแพทย์ผงสำเร็จรูป) หรือในรูปแบบของยาเม็ด
นอกจากการใช้เป็นยาสมุนไพรที่ใช้สำหรับการอบตัวหรืออบด้วยละอองน้ำ สมุนไพรเหงือกปลาหมอยังใช้เป็นส่วนผสมสำหรับเพื่อการผลิตเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น สบู่ สินค้าที่ใช้สำหรับในการเปลี่ยนสีผม จนกระทั่งแชมพูของหมา ฯลฯ
แหล่งอ้างอิง
: เว็บสำนักงานโครงงานอนุรักษ์กรรมพันธุ์พืชอันเนื่องมาจากความคิด สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี, ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี, หนังสือพิมพ์ชาติบ้านเมือง (ชำนิชำนาญ หิมะคุณ), หนังสือพรรณไม้สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ เล่ม 4, ฐานข้อมูลพันธุ์พืช หน่วยงานส่วนวิชาพฤกษศาสตร์, สำนักงานกองทุนสนับสนุนการผลิตเสริมสุขภาพ (สสส.), หนังสือยอดสมุนไพรยาอายุวัฒนะ (คุณครูยุวดี จอมพิทักษ์), หนังสือกายบริหารแกว่งแขน (โชคชัย ปัญจทรัพย์) http://www.disthai.com/

4


ราชพฤกษ์

คูน ประโยชน์รวมทั้งสรรพคุณของคูน หรือ ต้นราชพฤกษ์
เรื่องราวดอกราชพฤกษ์
           ต้นราชพฤกษ์ หรือ ต้นคูน ฯลฯไม้พื้นบ้านของเอเชียใต้ ตั้งแต่ประเทศปากีสถาน ประเทศอินเดีย พม่า และศรีลังกา โดยนิยมปลูกกันมากในเขตร้อน สามารถเติบโตได้ดิบได้ดีใน รวมทั้งมีชื่อเสียงในประเทศไทยมาหลายสิบปี โดยมีการเสนอให้ดอกราชพฤกษ์ เป็นดอกไม้ประจำชาติไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2506 แต่ก็ยังมิได้บทสรุปแจ่มแจ้ง จวบจนกระทั่งมีการลงนามให้เป็นดอกไม้ประจำชาติไทย เมื่อวันที่ 26 เดือนตุลาคม พุทธศักราช 2544
ดอกไม้ประจำชาติไทย
           เพราะ ต้นราชพฤกษ์ มีดอกสีเหลืองยกช่อ ดูสง่างาม ทั้งยังยังมีสีตรงกับ สีทุกวันพระราชการเกิดของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ก็เลยถูกตั้งชื่อว่าเป็น "ต้นไม้ของพระเจ้าอยู่หัว" และมีการลงนามให้ต้นราชพฤกษ์ เป็นหนึ่งใน 3 เครื่องหมายประจำชาติไทย โดยมี 1. ช้าง เป็นสัตว์ประจำชาติไทย 2. ศาลาไทย เป็นสถาปัตยกรรมประจำชาติไทย และก็ 3. ดอกราชพฤกษ์ เป็นดอกไม้ประจำชาติไทย
เหตุผลเลือกเป็นดอกไม้ประจำชาติไทย

  • เนื่องด้วยเป็นต้นไม้พื้นบ้านที่รู้จักกันอย่างล้นหลาม แล้วก็มีอยู่ทุกภาคของประเทศไทย
  • มีประวัติเกี่ยวเนื่องกับจารีตสำคัญๆในไทยแล้วก็ฯลฯพืชที่มีความเป็นสิริมงคลที่นิยมนำมาปลูก
  • ใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย อย่างเช่น ใช้เป็นยารักษาโรค ทั้งยังยังคงใช้ลำต้นเป็นเสาเรือนได้ เป็นต้น
  • มีสีเหลืองแพรวพราว พุ่มงามเต็มต้น เปรียบเป็นสัญลักษณ์ที่พุทธศาสนา
  • แก่ยืนนาน รวมทั้งแข็งแรง


คูน หรือ ราชพฤกษ์ (Golden Shower, Indian Laburnum) เป็นพืชสมุนไพรประเภทยืนต้นขนาดกลางถึงขั้นใหญ่ ที่มีชื่อเรียกตามแคว้นต่างๆได้แก่ ภาคเหนือเรียก ราชพฤกษ์, คูน หรือชัยพฤกษ์ ส่วนปัตตานีเรียก ลักเคย หรือลักเกลือ แล้วก็กะเหรี่ยง-กาญจนบุรีเรียก กุเพยะ เป็นต้น ซึ่งเป็นพืชสมุนไพรพื้นเมืองของเอเชียใต้ไปจนกระทั่งประเทศอินเดีย ศรีลังกา รวมทั้งพม่า แล้วก็คูนหรือราชพฤกษ์นี้ยังเป็นดอกไม้ประจำชาติของไทยอีกด้วย
————– advertisements ————–
การดูแลและรักษา
           แสง : ต้องการแสงอาทิตย์จัด หรือกลางแจ้ง รวมทั้งเติบโตได้ดิบได้ดีในเป็นพิเศษ
           น้ำ : ถูกใจน้ำน้อย ควรรดน้ำ 7-10 วันต่อครั้ง สามารถทนกับลักษณะอากาศร้อนก้าวหน้า
           ดิน : สามารถเติบโตก้าวหน้าในดินซึ่งร่วนซุย ดินร่วนซุยผสมทราย หรือดินเหนียว
           ปุ๋ย : นิยมใส่ปุ๋ยหมัก หรือ ปุ๋ยหมัก ในอัตรา 2-3 โลต่อต้น รวมทั้งควรจะให้ปุ๋ยปีละ 3-4 ครั้ง
ดอกราชพฤกษ์ ดอกไม้ประจำชาติไทย
การขยายพันธุ์
           แนวทางแพร่พันธุ์ต้น[url=http://www.disthai.com/16488365/%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%9E%E0%B8%A4%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B9%8C]ราชพฤกษ์[/url]ที่นิยมเป็นการเพาะเมล็ด โดยใช้เมล็ดใหม่ๆมาขลิบด้วยกรรไกรตัดเล็บ แม้กระนั้นต้องเลือกขลิบรอบๆด้านป้าน เพราะว่าด้านแหลมจะมีต้นอ่อนอยู่ จากนั้นนำไปแช่น้ำสะอาดทิ้งเอาไว้ผ่านวัน จึงค่อยเทน้ำออกให้เหลือปริมาณเพียงพอหล่อเลี้ยงเม็ดได้ แล้วทิ้งเอาไว้อีกคืนก็จะพบรากงอก รวมทั้งสามารถนำลงปลูกได้เลย
ความเลื่อมใสเกี่ยวกับต้นราชพฤกษ์
           เชื่อว่าเป็นต้นไม้มงคล ที่ควรปลูกไว้ในทิศตะวันตกเฉียงใต้ และก็หากปลูกเอาไว้ภายในบ้านจะช่วยทำให้ทรงเกียรติตำแหน่ง ศักดิ์ศรี รวมทั้งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทางไสยเวท โดยใช้ใบทำน้ำมนต์สะเดาะเคราะห์ เนื่องด้วยเป็นพืชที่มีความมงคลนาม
ลักษณะทั่วไปของคูน
สำหรับต้นคูนนั้นจัดว่าเป็นต้นไม้ขนาดกลาง โดยลำต้นมีสีน้ำตาลอมเทา มักขึ้นตามป่าผลัดใบ หรือในดินซึ่งสามารถระบายน้ำได้ดี ส่วนใบจะมีสีเขียววาว โคนมน เนื้อใบสะอาดและก็บาง ดอกจะออกเป็นช่อ มีกลีบทรงไข่กลับอยู่ 5 กลีบ และก็เห็นเส้นกลีบแจ่มแจ้ง ฝักอ่อนมีสีเขียวรวมทั้งจะเป็นสีดำเมื่อแก่จัด รวมทั้งในฝักจะมีผนังเยื่อบางๆกั้นเป็นช่องๆอยู่ตามแนวขวางของฝัก แล้วก็ข้างในช่องพวกนี้จะมีเมล็ดสีน้ำตาลแบนๆอยู่
ต้นคูน หรือ ต้นราชพฤกษ์
ประโยชน์แล้วก็สรรพคุณของคูน
ใบ – ช่วยฆ่าพยาธิผิวหนัง ฆ่าเชื้อโรคต่างๆช่วยระบายท้อง สามารถใช้พอกแก้ลักษณะของการปวดข้อ หรือแก้ลมตามข้อ แล้วก็ช่วยแก้โรคอัมพาตของกล้ามบนใบหน้า หรือนำไปต้มรับประทานแก้เส้นพิการ และก็โรคที่เกิดขึ้นและมีปัญหาเกี่ยวกับสมอง ให้รสเมา
ดอกราชพฤกษ์ – ช่วยระบายท้อง แก้ไข้ แก้พรรดึก (ท้องผูก) และก็โรคกระเพาะของกิน และก็แผลเรื้อรัง ให้รสขมเปรี้ยว
ราก – ช่วยสำหรับในการฆ่าเชื้อคุดทะราด ระบายพิษไข้ แก้กลากหรือโรคเกลื้อน แก้อาการเซื่องซึมหนักบริเวณศีรษะ และช่วยถ่ายสิ่งสกปรกสกปรกออกจากร่างกาย แก้อาการหายใจขัด ทำให้ชุ่มชื่นกระชุ่มกระชวยหน้าอก แก้อาการไข้ ไปจนถึงรักษาโรคหัวใจ ถุงน้ำดี มีฤทธิ์ถ่ายแรงกว่าเนื้อในฝัก สามารถใช้ได้กับเด็กหรือสตรีมีครรภ์ ไม่มีผลข้างๆใดๆให้รสเมา
แก่น – ช่วยในการขับพยาธิไส้เดือน ให้รสเมา
กระพี้ – ช่วยแก้โรครำมะนาด ให้รสเมา
เนื้อในฝัก – ใช้พอกเพื่อช่วยแก้อาการปวดข้อ แก้ตานขโมย ปรับปรุงไข้มาลาเรีย แก้บิด ถ่ายพยาธิ หรือคนที่มีอาการท้องผูกเรื้อรัง รวมทั้งถ่ายเสมะแล้วก็แก้พรรดึก (ท้องผูก) ไปจนถึงระบายพิษไข้ สามารถใช้ได้ในเด็กแล้วก็สตรีตั้งครรภ์ ไปจนกระทั่งเป็นยาระบายที่ไม่ทำให้ปวดมวนหรือไข้ท้อง ให้รสหวานเหม็นเบื่อ
เปลือกฝัก – ทำให้แท้งลูก ทำให้อ้วก แล้วก็ขับรกที่ค้างอยู่ออกมา ให้รสเฝื่อนฝาดเมา
เม็ด – ทำให้คลื่นไส้ ให้รสฝาดเมา
เปลือกต้น – ช่วยแก้อาการท้องร่วง ใช้ฝนผสมกับหญ้าฝรั่น น้ำดอกไม้เทศ และน้ำตาล รับประทานเพื่อกำเนิดลมเบ่ง ให้รสฝาดเมา
เปลือกราก – ช่วยแก้ไข้มาลาเรีย รวมทั้งระบายพิษไข้ ให้รสฝาด
ดอกคูน หรือ ดอกราชพฤกษ์
ต้นคูนมักนิยมนำมาปลูกเป็นไม้ประดับในพื้นที่เขตร้อนรวมทั้งกึ่งเขตร้อน สามารถเติบโตได้ดิบได้ดีในที่โล่งแจ้ง แล้วก็ปลูกได้ง่ายทั้งในดินซึ่งร่วนซุย ดินร่วนซุยปนทราย หรือดินร่วนเหนียว รวมทั้งยังทนต่อสภาพอากาศแห้งแล้วก็ดินเค็มได้ดี แม้กระนั้นหากอากาศหนาวจัดอาจทำให้ติดเชื้อโรคราหรือโรคใบจุดได้http://www.disthai.com/

5

เห็ดหลินจือ
สปอร์เห็ดหลินจือแดง-ส่วนที่มีคุณค่าที่สุดของเห็ดหลินจือ
เมื่อ ค.ศ 2005 บริษัทของพวกเรามีจุดกำเนิดขึ้นจากความอยากหาสมุนไพรประสิทธิภาพสูงจากในหลายประเทศ จนกระทั่งเราพบและก็มีส่วนร่วมกับบริษัทยยาของรัฐบาลจีน และได้ นำเข้าสปอร์เห็ดหลินจือคุณภาพสูงหลังจากนั้นมา
นับ 10 กว่าปี ที่พวกเราเป็นผู้ริเริ่ม และก็เป็นหัวหน้าในด้านสปอร์เห็ดหลินจือแดงคุณภาพสูง คุณภาพเป็นหัวใจสำคุณของพวกเรา สปอร์เห็ดหลินจือของเรา จะถูกคัดสรรอย่างดีก่อนถึงมือบริโภค เห็ดหลินจือแดงที่พวกเรานำเข้ามา ถูกเพาะด้วยวิธีประณีตบรรจง ทำให้จับตัวได้ดอกเห็ดที่มีขนาดใหญ่มากกว่า
พวกเราใส่ใจแล้วก็สำรวจประสิทธิภาพในทุกแนวทางการผลิตอย่างใกล้ชิด แล้วก็ด้วยกรรมวิธีการผลิตที่ดูแลอย่างยอดเยี่ยม ทำให้พวกเราได้รับการรับรองมาตฐาน GMP (GOOD Manufacturing Practice) ทุกล็อตที่เราผลิตออกมา จะได้รับการตรวจคุณภาพจากห้องแล็ปในโรงพยาบาล
เพื่อคุณประโยชน์สูงสุดของท่านผู้ที่กำลังหาสินค้าเห็ดหลินจือมารับประทาน
งานวิจัยยืนยันว่าการรับประทานสปอร์เห็ดหลินจือจะได้ประสิทธิภาพที่ดีมากกว่าการทานดอก เหตุเพราะสปอร์มีสารออกฤทธิ์สำคัญมากกว่ารวมทั้งสปอร์ที่ถูกกระเทาะนั้น เปลือกหุ้มจะต่อต้านโรคมะเร็ง แล้วก็เสริมภูมิคุ้มกันได้ดีมากยิ่งกว่า เทียบกับแบบไม่ได้กระเทาะเปลือก
ที่พลาดมิได้ที่สุดเป็น.....
ท่านๆสามารถบริโภคเห็ดหลินจือได้ติดต่อกันเป็นเวลานานโดยไม่เป็นอันตรายใด อีกกด้วย เห็ดหลินจือมีมากว่า 100 สายพันธุ์แต่สายพันธุ์ที่มีคุณประโยชน์ทางยาดีที่สุดเป็นเห็ดหลินจือแดง เนื่องจากว่าสายพันธุ์นี้จะมีสารออกฤทธิ์กรุ๊ป Polysaccharide อยู่อย่างยิ่งที่สุด
ส่วนท่านที่กำลังเลือกซื้อเห็ดหลินจือออกมาขายในท้องตลาดรูปแบบต่างๆมากไม่น้อยเลยทีเดียว ในแบบดอกอบแห้ง แคปซูล น้ำเห็ดหลินจือ กาแฟเห็ดหลินจืออื่นๆอีกมากมาย
เพราะฉะนั้นการจะเลือกซื้อเห็ดหลินจือให้ได้แบบที่มีคุณภาพดี ต้อง......
มองตั้งแต่แนวทางการผลิต ว่าตัวเห็ดหลินจือนั้นได้รับการเลี้ยงที่สมควรหรือปล่าว เนื่องจากการควบคุมอณหภูเขามิ ความชื้น สารอาหาร และกรรมวิธีการแปลรูปล้วนมีผลต่อปริมาณสาระสำคัญในตัวเห็ดหลินจือ บรรจุภัณฑ์ก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะเหตุว่าเห็ดหลินจือจะขึ้นราได้ง่ายเมื่อโดนความชื้อ ด้วยเหตุนั้นตัวบรรจุภัณฑ์จำเป็นต้องเลือกเป็นขวดที่กันความชื้อได้ดิบได้ดีอีกด้วย
เห็ดหลินจือกับผลดีต่อร่างกาย
เห็ดหลินจือ (Lingzihi หรือ  REISHI)มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า กาโนเดอร์ มา ลูสิดัม (Ganoderma Lucidum) เป็นเห็ดที่มีขนาดใหญ่ มีสีเข้มมีผิวแวววาว มีลักษณะคล้ายไม้ รวมทั้งมีรสขม มีประวัตศาสตร์ยาวนานสำหรับเพื่อการใช้เห็ดหลินจือ เพื่อรักษาหรือบำรุงสุขภาพในประเทศแถบเอเซีย โดย เฉพาะเมืองจีนและก็ประเทศญี่ปุ่น เพราะเชื่อว่าสารประกอบด้านในเหลืดหลินจือมีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพ
ในเห็ดหลินจือมีสารอาหารที่อาจเกิดผลดีต่อสุขภาพล้นหลาม ประเภทเส้นใยต่างๆโปรตีนคาร์โบไฮเดรต ไขมัน วิตามินรวมทั้งแร่บางจำพวก เชเนแคลเซียม โพแทสเซียม ฟอสฟอรัสแมกนีเซียม เซเลเนียม ธาตุเหล็ก สังกะสี ดูแดง สารโมเลกุลชีวภาพที่สำคัญ เย่างสเตียรอยด์(Steroids) เทอร์ไต่อยด์ (Terpenoide) นิวคลีโอไทด์ (Nucleotides) ไกลโคโปรตีน (Glycoproteins)พอลิแซ็กคาไรค์ (Polrsacchayides) และก็สารอนุพันธ์อื่นๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งกรดอะมิโนไลซีน (Lysine) และก็ลิวซีน (Leucine)ดังนั้น มีบางคนหรือในบางวัฒนธรรมนำเห็ดหลินจือมาทำกับข้าวและก็ดัดแปลงเพื่อการบริโภคอย่างหลากหลาย นักวิทยาศาสตร์ก็เลยสนใจและก็นำเห็ดหลินจือมาทดลองหาประสิทธิผลทางการรักษารวมทั้งการบำรุงสุขภาพ เพื่อพิสูจน์ว่าเห็ดประเภทนี้เป็นประโยชน์ต่อร่างกายของผู้คนใช่หรือไม่

เห็ดหลินมีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพที่บางทีอาจเป็นไปได้จริงหรือ?
หากแม้มีการค้นคว้าทดลองจำนวนมากเกี่ยวกับคุณสมบัติและก็คุณประโยชน์ที่บางทีอาจเป็นได้ของเห็ดหลินจือ
แต่ว่าในขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานหรือสิ่งที่ใช้ในการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์แล้วก็การแพทย์ที่ชัดแจ้งถึงคุณสมบัติแล้วก็คุณค่าที่อาจเป็นได้ของเห็ดหลินจือแต่ว่า ในตอนนี้ยังไม่มีหลักฐานหรือสิ่งพิสูจน์ทางด้านวิทยาศาสตร์และก็การแพทย์ที่เด่นชัดถึงคุณลักษณะและก็ประสิทธิผลด้านใดๆด้วยเหตุนี้ ผู้ใช้ควรศึกษาเรียนรู้ข้อมูลของเห็ดหลินจือ จำนวนและก็วิธีการบริโภคที่เหมาะสม และก็ข้อกำหนดต่างๆและปัจจัยทางสุขภาพของตัวเองให้ดีก่อนการบริโภค
แบบอย่างงานศึกษาวิจัยที่ศึกษาเกี่ยวกับเห็ดหลินจือที่อาจมีผลต่อร่างกาย
โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์
งานศึกษาเรียนรู้และค้นคว้าและทำการวิจัยหนึ่งได้ทดสอบหาประสิทธิผลและความปลอดภัยของการบริโภคอาหารเสริมเห็ดหลืนจือในผู้ป่วย โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ จำนวน 32 ราย  ผลลัพธ์เป็น เห็ดหลินจืออาจมีคุณประโยชน์ในด้านการยับยั้งอาการปวด ปลอดภัยต่อการกินเข้าสู่ร่างกายและไม่มีผลข้างเคียง อย่างไรก็ดี กลับไม่ปรากฏผลที่มีความนัยสำคัญในการต่อต้านปฎิกิริยาขบวนการออกซิเดชัน การต้านการอักเสบ หรือผลการปรับระบบภูมิต้านทานแต่อย่างใด
เพิ่มความสามารถร่างกาย
มีการทดลองที่ทดลองสมรรถนะของเห็ดหลินจือในด้านการเพิ่มสรรถยนต์ภาพของร่างกาย โดยได้ ทดสอบในผู้เจ็บป่วยโรคปวดกล้ามไฟโปรไมอัลเจีย (Fibromyalgia)เพศหญิงปริมาณ 64 ราย ตลอดเวลาการทดสอบ 6 อาทิตย์ คนเจ็บบริโภคเห็ดหลินจือจำนวน 6 กรัม/วัน แล้วต่อจากนั้นจึงทดสอบสมรรถภาพร่างกายของคนป่วย ผลของการทดสอบแล้วก็วางแผนรักษาคนไข้โรคนี้ต่อไป แต่ว่ายังคงขาดหลักฐานช่วยเหลือที่แน่ชัด จึงควรมีการทำการศึกษาในด้าน เพื่อหาหลักฐานแล้วก็สิ่งที่ใช้ในการพิสูจน์ที่แนชัดถึงประสิทธิผลของเห็ดหลินจือถัดไป
ต้านการเกิดปฎิกิริยาออกซิเดชัน แล้วก็คุ้มครองป้องกันการทำลายเซลล์ตับ
จากการทดลองหาประสิทธิภาพของสารไตรเทอร์พีนอยด์ (Trirpenoids)และโพลีแซ็กคาไรด์(Polysaccharide)ในเห็ดหลินจือในด้านการต้านการเกิดปฎิกิริยาออกซิเดชัน และก็การคุ้มครองป้องกันการทำลายเซลล์ตับในกลุ่มผู้ทดลองที่มีสุขภาพดี 42 คน ผลครั้งแสดงถึงประสิทธิภาพของเห็ดหลินจือสำหรับในการช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ รวมทั้งยับยั้งการเกิดอนุมูลอิสระ ลดการอักเสบของตับ
อย่างไรก็ตาม หากแม้เห็ดหลินจืออาจช่วยต้านปริกิรริยาขบวนการออกซิเดชันได้ แม้กระนั้นการทดลองดังที่กล่าวมาแล้วเป็นเพียงการศึกษาเรียนรู้และค้นคว้าและทำการวิจัยขนาดเล็ก ควรศึกษาเรียนรู้ต่อไปเพื่อหาหลักฐานแล้วก็ข้อพสจน์ที่กระจ่างที่แจ่มชัดถึงประสิทธิผลของเห็ดหลินจือ http://www.disthai.com/

Tags : สมุนไพรเห็ดหลินจือ

6

น้ำมันเหลือง
น้ำมันเหลือง ไพล หรือปูลอย ปูเลย มิ้นสะข้างล่าง ว่านไฟ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Zingiber montanum (Koenig) Link ex Dietr. หรือ Zingiber cassumunar Roxb. สกุล Zingiberaceae เป็นสมุนไพรตัวหนึ่งในบัญชียาจากสมุนไพร ใน บัญชียาหลักแห่งชาติ ปี 2554 กรุ๊ปที่ 2 บัญชียาพัฒนาจากสมุนไพร กรุ๊ปยารักษาอาการทางกล้ามแล้วก็กระดูก ยาสำหรับใช้ภายนอก เช่น ตำรับยาครีมไพล ประกอบด้วยน้ำมันไพลที่จากการกลั่น ร้อยละ 14 โดยปริมาตรต่อน้ำหนัก (v/w) และ ยาน้ำมันไพล สารสกัดน้ำมันไพลที่ได้จากการทอด (hot oil extract) ไม่น้อยกว่าร้อยละ 90 ในตำรับ ซึ่งเป็นสูตรเภสัชตำรับของโรงพยาบาล ข้อบ่งใช้ของทั้งสองตำรับคือ บรรเทาอาการบวม ฟกช้ำดำเขียว เคล็ดยอก
[url=https://www.charmingfresh.com/product/49/%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%9E%E0%B8%A3https://www.chiangdaonaturefood.com/product/45/%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%9E%E0%B8%A3]น้ำมันเหลือง[/url] ไพลที่ได้จากการทอดแล้วก็การกลั่นไม่เหมือนกันยังไง? น้ำมันไพลที่ได้จากผู้กระทำลั่นเป็น น้ำมันหอมระเหย ซึ่งเป็นของเหลวที่เป็น hydrophobic ระเหยได้ บางครั้งก็อาจจะได้จากการกลั่นโดยการต้มด้วยน้ำ (water distillation) ละอองน้ำจะพาเอาน้ำมันหอมระเหย ไปควบแน่นเมื่อสัมผัสกับความเย็นของเครื่องควบแน่น (condenser) กรรมวิธีกลั่นอย่างงี้เป็นวิธีที่ชาวตะวันตกดั้งเดิมนิยมใช้กัน แต่ว่ามีข้อเสียตรงที่ไพลที่นำมากลั่นจะถูกความร้อนนาน อาจจะเป็นผลให้น้ำมันไพลที่ได้มีกลิ่นไม่ถูกไปได้ หรือจะได้จากผู้กระทำลั่นโดยใช้การผ่านของละอองน้ำเข้าสู่ภาชนะที่มีไพลบรรจุอยู่ (steam distillation) ละอองน้ำจะพาเอาน้ำมันเหลือง หอมระเหยไปควบแน่นที่เครื่องควบแน่น วิธีนี้มีจุดเด่นกว่าคือ ไพลจะถูกความร้อนไม่มาก น้ำมันหอมระเหยที่ได้จะไม่มีกลิ่นผิดเพี้ยนไป โน่นคือน้ำมันหอมระเหยที่ได้จากทั้งยัง 2 แนวทาง จะมีสารประกอบทางเคมีที่ไม่เหมือนกันบ้าง โดยธรรมดาน้ำมันหอมระเหยที่ได้จากผู้กระทำลั่นจะประกอบด้วยสารประกอบทางเคมีที่มีโมเลกุลเล็ก ดังเช่น สารกรุ๊ป monoterpenes (สารที่ประกอบด้วยคาร์บอนปริมาณ 10 ตัว) และก็สารกลุ่ม sesquiterpenes (สารที่ประกอบด้วยคาร์บอนจำนวน 15 ตัว) น้ำมันหอมระเหยไพลที่ได้จากการกลั่นมี สารกรุ๊ป monoterpenes ยกตัวอย่างเช่น sabinene, terpinen-4-ol, alpha-pinene, alpha-terpinene, gamma-terpinene, limonene, myrcene, p-cymene, terpinolene2, (E)-1-(3,4-dimethoxyphenyl)butadiene (DMPBD), (E)-4-(3’,4’-dimethoxyphenyl)but-3-en-1-ol (Compound D)3,4
ส่วนน้ำมันเหลือง ไพลที่ได้จากการทอดด้วยน้ำมันพืช เป็นวิธีของคนประเทศไทยโบราณที่ใช้จัดเตรียมน้ำมันไพลเพื่อใช้ในครัวเรือน เป็นน้ำมันถูนวด แก้ปวดกล้ามเนื้อ ปัจจุบันหลายโรงพยาบาลของรัฐได้มีการเตรียมเป็นเภสัชตำรับของโรงพยาบาล รวมทั้งเป็นหนึ่งตำรับในบัญชียาจากสมุนไพร ในบัญชียาหลักแห่งชาติ ปี 2554 น้ำมันไพลสูตรนี้จัดเตรียมได้จากการนำไพลสดมาทอดกับน้ำมันพืชประเภทอิ่มตัว (มีกรดไขมันประเภทอิ่มตัว) อย่างเช่น น้ำมันที่ทำจากมะพร้าว น้ำมันเหลือง หรือน้ำมันปาล์ม ไม่สมควรใช้น้ำมันพืชชนิดไม่อิ่มตัว (มีกรดไขมันจำพวกไม่อิ่มตัว) ได้แก่ น้ำมันงา น้ำมันที่ทำขึ้นมาจากมะกอก น้ำมันคำฝอย น้ำมันทานตะวัน หรือน้ำมันที่ทำจากรำข้าวน้ำมันเหลือง เนื่องจากว่าน้ำมันประเภทไม่อิ่มตัวจะไม่ทนต่อความร้อน ทำให้พันธะคู่ในโมเลกุลมีการแตก และรวมตัวเป็นสาร “โพลีเมอร์” เกิดขึ้น ส่งผลให้เกิดความหนืด นอกนั้นจะมีผลให้กำเนิดควันได้ง่าย และน้ำมันเหม็นหืน น้ำมันพืชที่ใช้ทอดเป็นน้ำมันที่ประกอบด้วยกรดไขมัน (fatty acids) ซึ่งถือได้ว่าเป็นสารประกอบทางเคมีที่มีขั้วน้อย เป็นตัวทำละลายที่ดีสำหรับในการสกัดสารที่มีขั้วน้อยด้วย ฉะนั้นน้ำมันพืชก็สามารถจะสกัดน้ำมันหอมระเหยซึ่งประกอบด้วยสารประกอบที่มีขั้วน้อยและก็โมเลกุลเล็กได้ พร้อมทั้งสกัดสารประกอบที่มีขั้วน้อยแต่มีโมเลกุลใหญ่ได้ด้วย ซึ่งในไพลนอกเหนือจากมีน้ำมันหอมระเหยแล้ว ยังประกอบสารกรุ๊ป arylbutanoids, curcuminoids, แล้วก็ cyclohexene derivatives เป็นสารที่มีโมเลกุลใหญ่กว่าสารในน้ำมันหอมเหลือง รวมทั้งเป็นสารที่ไม่ระเหย สรุปกล้วยๆเป็น น้ำมันไพลที่ได้จากผู้กระทำลั่นจะเป็นน้ำมันหอมระเหยที่มีสารโมเลกุลเล็กและระเหยได้ ส่วนน้ำมันที่ได้จากการทอดจะมีน้ำมันหอมระเหยและสารที่มีโมเลกุลใหญ่และไม่ระเหย
น้ำมันเหลือง หอมระเหยแล้วก็สารที่มีโมเลกุลใหญ่ (สารกลุ่ม arylbutanoids, curcuminoids, และก็ cyclohexene derivatives) เป็นกรุ๊ปสารที่มีผลการศึกษาเรียนรู้และค้นคว้าและทำการวิจัยพบว่า มีฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบและแก้ปวดในสัตว์ทดลอง โดยมีกลไกการออกฤทธิ์เหมือนกับยากลุ่ม NSAIDs3,4-12 นอกจากนี้ยังมีรายงานการศึกษาน้ำมันเหลือง ทางคลินิกพบว่า ครีมไพลหรือไพลจีซาล (14% ของน้ำมันหอมระเหย) มีฤทธิ์ลดการอักเสบแล้วก็การปวดของข้อเท้าพลิกในผู้เจ็บป่วยนักกีฬาที่บาดเจ็บข้อเท้าพลิกมากยิ่งกว่ากลุ่มควบคุมที่ได้รับยา หลอก13 และก็พบว่าครีมไพจีซาลได้ผลลัพธ์ที่ดีสำหรับการรักษาลักษณะของการปวดเมื่อยหลัง ไหล่ ต้นคอ เอว เข่า14 แต่ตำรับยาน้ำมันเหลืองที่ได้จากการทอดด้วยน้ำมันพืช หรือการสกัดด้วยตัวทำละลายที่ไม่มีขั้ว ยังไม่เคยมีการศึกษาเล่าเรียนทางสถานพยาบาลมาก่อน ซึ่งเดี๋ยวนี้คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่ปรึกษาแผนการ “การพัฒนาความสามารถผู้ประกอบกิจการอุตสาหกรรมยาสมุนไพรไทยเพื่อลดผลพวงจากการเปิดเสรีเชิงพาณิชย์ AFTA ด้วยสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติ 2554” เป็นโครงงานที่ได้รับทุนส่งเสริมจากกองทุน FTA กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กำลังเรียนทางสถานพยาบาลในคนป่วยข้อเข่าเสื่อมของตำรับยาครีมไพลสกัด ซึ่งเป็นการเลียนแบบวิธีการสกัดแบบความคิด ซึ่งเป็นการสกัดสารหลายๆจำพวก ไม่เพียงแค่น้ำมันเหลือง หอมระเหยเพียงแค่นั้น แล้วก็คือการใช้วัตถุดิบอย่างคุ้ม

7

น้ำมันเหลือง
พวกเราชี้นำง่ายเพียงแค่ 2 ขั้นตอน คือ "กด" + "ทา" โดยจะนวดไหมนวดก็ได้ ทาบริเวณที่มีลักษณะ
ปัจจุบันนี้น้ำมันเหลืองเป็นที่นิยมใช้อย่างล้นหลามมากมาย เพราะน้ำมันเหลืองคุณค่าไม่แพ้ยาแผนปัจจุบันเลยทีเดียว ลูกค้าส่วนใหญ่ต้องการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากธรรมชาติจริงๆเพราะว่านอกเหนือจากจะรู้สึกปลอดภัยแล้ว ใช้นานหรือหลายครั้งขนาดไหนก็ไม่มีการสะสม
ผู้ใดกันแน่ที่ถูกใจใช้ น้ำมันเหลือง บ่อยๆห้ามพลาด เพราะว่าวันนี้พวกเรานำน้ำมันเหลืองสูตรใหม่ กลิ่นไม่ฉุนจัด ซึ่งทั่วไปนั้นมีการทำกันกลายสูตรมากมาย สุดแต่ว่าผู้ใดกันแน่ชอบใจสูตรไหน เป็นน้ำมันเหลืองที่ทำจากธรรมชาติล้วนๆใช้สมุนไพรดีๆของไทยทั้งหมดมักใช้แก้ปวด แก้วิงเวียน แก้ตะคิว รักษาอาการหอบหืด ไซนัส บางสูตรแก้ท้องอืดได้ด้วย ไปดูสูตรวิธีการทำกันเลย
วัสดุอุปกรณ์ เครื่องไม้เครื่องมือ
1.เมนทอล 300 กรัม
2.พิมเสน 100 กรัม
3.การบูร 100 กรัม
4.หัวไพลแก่จัด 200 กรัม
5.น้ำมันงาบริสูทธิ์ 50 กรัม
6.กระทะสำหรับทอดหัวไพล
7.ภาชนะสำหรับผสมสาร ดังเช่นว่า ขวดใส่กาแฟ ขวดแก้ว
ขั้นตอนการทำ
1.ล้างหัวไพลให้สะอาดตากให้แห้ง หั่นเป็นชิ้นเล็กๆตากแห้ง
2.ทอดหัวไพลในน้ำมันงาโดยใช้ไฟอ่อนๆทอดไปจนถึงน้ำมันเป็นสีเหลือง เสร็จแล้วใส่สมุนไพรครั้งละตัวทอดแม้กระทั่งหมดฟองชูลงจากเตากรองเอากากทิ้ง
3.นำส่วนประกอบทั้งยัง 3 ชนิด ในอัตราส่วนที่ระบุซึ่งก็คือ(เมนทอล 3 ส่วน พิมเสน 1 ส่วน พิมเสน 1 การบูร 1 ส่วน )เทผสมรวมกันในภาชนะสำหรับผสมสาร
4.ใช้ไม้พายเล็กคนให้ส่วนประกอบทั้งหมดทั้งปวงละลายเป็นของเหลว (ถ้าหากไม่ใช่ไม้คนบางทีอาจใช้กรรมวิธีเขย่าขวดให้ส่วนผสมละลายก็ได้
5.เติมน้ำมันที่สกัดจากหัวไพลลงไป คนให้เข้าเป็นเนื้อเดียว
6.น้ำมันเหลืองที่ได้บรรจุขวดปิดฝาให้แน่น
น้ำมันเหลือง ผลการศึกษาเรียนรู้และค้นคว้ารวมทั้งการวิจัยจากมหาวิทยาลัยบอสตันเปิดเผยว่า คนป่วยโรคมะเร็งระยะแพร่ที่ได้รับการนวดตัว จะสามารถนอนเจริญรุ่งเรืองขึ้น ดีขึ้นกว่าเดิมอาการเจ็บปวด รวมทั้งมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นด้วย ซึ่งสอดคล้องกับน้ำมันเหลืองผลของการวิจัยของ Memorial Sloan-Kettering Cancer Center in New York City ในปี 2004 ที่เปิดเผยว่า ผู้ป่วยโรคมะเร็งระยะแพร่ระบาด จะทรมาทรกรรมจากลักษณะของการเจ็บปวดต่ำลง คลื่นไส้น้อยครั้ง ไหมอาเจียนเลย รู้สึกแจ่มใสขึ้น ความดันดีกว่าเดิม รวมทั้งเครียดจากอาการป่วยลดน้อยลง ภายหลังได้รับการบำบัดด้วยแนวทางนวด
การเลือกน้ำมันเหลือง
การเลือกน้ำมันนวดขึ้นกับการใช้งาน และคุณค่าต่างๆของน้ำมันนวดแต่ละจำพวก โดยส่วนมากน้ำมันรากฐานที่นิยมเอามาผสมทำน้ำมันนวด อาทิเช่น น้ำมันที่ผลิตขึ้นมาจากเมล็ดทานตะวัน อื่นๆอีกมากมาย ซึ่งมีวิตามินอี สูงกว่าน้ำมันถั่วเหลือง แล้วก็น้ำมันเมล็ดข้าวโพดถึง 3 เท่า วิตามินอี ทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ดักจับ และก็ทำลายของเสียที่รังควานเซลล์ต่างๆของร่างกาย ช่วยทำให้ผิวพรรณเต่งตึง ลกไขมันในหลอดเลือด ป้องกันการเกิดมะเร็ง นอกเหนือจากนี้น้ำมันเม็ดดอกทานตะวันยังมีกรดไขมันไม่อิ่ม กรดไลโนเลอิกสูง ซึ่งเป็นกรดไขมันที่จำเป็นต้องต่อร่างกาย ยังช่วยให้ผิวพรรณนุ่มกระชุ่มกระชวย
โดยดังนี้น้ำมันเหลืองแต่ละจำพวกจะมีคุณลักษณะ แล้วก็คุณค่าที่นานับประการ ขึ้นอยู่กับการเลือกใช้ให้สมควรตามการใช้

8

ขายกระชายดำ[/url]สุดยอดสมุนไพรไทย[/size][/b]
ขายส่งกระชายดำ ถิ่นกำเนินจะอยู่รอบๆในแถบเอเซียอาคเนย์และก็ สามารถพบกระชายดำ ที่มีเยอะมากนั้นจะในบริเวณประเทศมาเล รวมทั้งเกาะเกะสุมาตรา เกาะบอร์เนียว อินโดคำพูดน แล้วก็ไทยซึ่งจะมี อยู่ดกแนนมากรวมทั้งยังมีการกระจัดกระจายชนิดของ ขายกระชายดำไปทั่วในทวีปเอเชียเขตร้อน ตัวอย่างเช่นประเทศจีนตอนใต้ อินเดีย และประเทศพม่า
สำหรับประเทศไทยกระชายดำ ได้เป็นสมุนไพร ที่นิยมใช้กันจำนวนไม่ใช่น้อยก็เลยได้เริ่มปลูกขายกระชายดำ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆเลื่อยๆใน จังหวัดต่างๆดังเช่น เลย ตาก จังหวัดกาญจนบุรี แล้วก็จังหวัดอื่นๆของภาคเหนือ
ขายกระชายดำ นั้นมีสาระและก็คุณประโยชน์ ล้นหลามและก็ยังช่วยรักษาโรคต่างๆได้หลายประเภท
คุณประโยชน์และก็คุณประโยชน์ทั้งผองของ{การขายกระชายดำ
สมุนไพรกระชายดำ มักใช้เป็นยาอายุวัฒนะ ช่วยชะลอความแก่ลง คนสมัยเก่ามีความเห็นว่าเมื่อนำ กระชายดำ ไปปลุกเสกจะมีคุณทางคงกระพัน
คนสมัยเก่าจะใช้กระชายดำ ใช้เป็นยาบำรุงกำลัง ช่วยเพิ่มสมรรถนะทางเพศ แก้กามาตายเส้นด้าย(เสื่อมสมรรถนะทางเพศ) โดยการใช้ เหง้าหรือท่อนหัวของ กระชายดำ ผสมกับสมุนไพรอื่นๆเอามาดอกสุราเพื่อใช้เป็นยาชูกำลัง
รับผลิตกระชายดำกระชายดำสามารถบำรุงธาตุภายในร่างกายได้ดิบได้ดี ช่วยกระตุ้นระบบประสาท บำรุงประสาท ทำให้ร่างกายแคล่วคล่องว่องไว
ช่วยแก้อาการนอนไม่หลับ ในช่วงกลางคืน ทำให้นอนสะบาย
ช่วยบำรุงรักษาหัวใจ ช่วยจยายเส้นโลหิตหัวใจ แก้โรคหัวใจ ช่วยบำรุงรักษาเลือด (บำรุงเลือด)
ส่วนประกอบสำคัญ
 

ผงกระชายดำ
ขายกระชายดำ ขายส่งกระชายดำ จำหน่ายกระชายดำ
แคปซูลกระชายดำ รับผลิตกระชายดำ
กระชายดำ เป็นยาอายุวัฒนะยอดนิยมกว้างขวาง
อีกทั้งลูกค้าและในแวดวงแพทย์แผนไทย ได้มีสาระดังนี้
บำรุงหัวใจ ชูกำลัง ขยายเส้นโลหิตในหัวใจ แก้ปวดมวลท้อง ขับปัสวะ ลดลักษณะของการปวดเมื่อย เพิ่มฮอร์โมนให้แก่ผู้ชาย
เพิ่มสมรรถนะทางเพศให้แก่ท่านชายได้เป็นอย่างดี
เหมาะสำหรับผู้ชายที่อยากได้อยากกลับมาเป็นชายหนุ่มอีกที
ขายส่งกระชายดำ มีคุณประโยชน์ บำรุงร่างกาย บำรุงกำลัง
แก้จุกเสียด แก้เจ็บท้อง ใช้เป็นยาอายุวัฒนะ แก้เมื่อยเนื้อเมื่อยตัว
ในเพศชาย กระชายดำช่วยบำรุงรักษาฮอร์โมนเพศ เพิ่มสมรรถนะ
ทางเพศ ช่วยทำให้อวัยวะแข็งนานขึ้น และในเพศหญิง
แคปซูลกระชายดำช่วยรักษาอาการมดลูกพิการ มดลูกหย่อนยาน
ปรับสมดุลของฮอร์โมนเพศ นอกเหนือจากนี้กระชายดำยังช่วยกระตุ้น
ระบบประสาท ช่วยทำให้นอนได้ดีขึ้น แก้โรคบิด ขับปัสสาวะ
และช่วยรักษาอาการขัดเบา ช่วยขับพิษภายในร่างกาย และก็ยังช่วย
รักษาโรคเกี่ยวกับท้อง เนื่องจากมีฤทธิ์ต่อต้านเชื้อแบคทีเรียในไส้ได้
แคปซูลกระชายดำช่วยให้อวัยวะสืบพันธุ์ชายแข็งตัวได้ง่ายและบ่อยครั้งขึ้น มีช่วงเวลาสำหรับในการแข็งที่นาขึ้น และสำหรับผู้ที่ไม่ได้มีปัญหาดังที่ได้กล่าวมาแล้วก็สามารถรับประทานเพื่อช่วยเพิ่มความแข็งแรงขึ้นได้
นอกเหนือจากที่จะแคปซูลกระชายดำบำรุงกำลังของ ผู้ชายแล้ว กระชายดำยังช่วยบำรุงโหลิตสตรี(บำรุงเลือดหญิง)
ช่วยแก้อาการตกขาวของสตรี
ช่วยขับระดู ช่วยให้ประจำเดือนที่มาแตกต่างจากปกติ กลับมาปกติ
ช่วยแก้โรคมดลูกทุพพลภาพ มดลูกย่อนยานได้ โดยการนำเหง้าหรือหัวของ สมุนไพรกระชายดำ มาโขลกและก็สผมกับเหล้าขาว แล้วนำมาดื่ม
ช่วยขับพิษในร่างกาย
แก้อาการมือเท้าเย็น
แคปซูลกระชายดำช่วยรักษา อาการเหน็บชา
ช่วยรักษาอาการปวดตามข้อ
ช่วยรักษาโรคเก๊า
สมุนไพรอื่นๆ
เจียวกู่หลานสรรพคุณหมอแผนจีนใช้ส่วนเหนือดินหรือใบเป็นยาแก้อักเสบแก้ไอ ขับเสลดแก้หลอดลมอักเสบจำพวกเรื้อรัง หมอแผนไทยใช้ส่วนที่เป็นก้านตากแห้งบดละเอียดเช่นเดียวกันแก้เหน็ดเหนื่อย แก้แผลอักเสบ ช่วยทำให้ไม่เหน็ดเหนื่อยง่าย แคปซูลกระชายดำเจียวกู่หลาน ในเจียวกู่หลานมีสารจีแพนโนไซด์ (Gypenoside) ที่ออกฤทธิ์คล้ายกับจินเซนโนไซด์ พบได้ในโสม ก็เลยทำให้มีสรรพคุณในตำรายาแผนโบราณหมายถึงช่วยบำรุงร่างกาย ชูกำลัง ช่วยเจริญอาหาร เป็นยาอายุวัฒนะ รวมถึงใช้ขับเสลด แก้ไอ แก้อักเสบ ทุเลาอาการปวดกระดูก ส่วนเจียวกู่หลานสำหรับในการขายส่งกระชายดำหมอแผนปัจจุบันมีคุณประโยชน์ ลดไขมันแล้วก็คลอเรสเตอรอลในเลือด ลดความเสี่ยงสำหรับการเกิดโรคหัวใจ ปรับความสมดุลของระบบเลือด ลดระดับความดันโลหิต ควบคุมน้ำตาลในเลือด ป้องกันโรคเบาหวาน ต้านทานอนุมูลอิสระ คุ้มครองป้องกันความเสื่อมของเซลล์ต่างๆภายในร่างกายรับผลิตกระชายดำทั้งยังยังเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน มีฤทธิ์ปกป้องตับ ป้องกันโรคสูญเสียความจำ ต้านทานเซลล์มะเร็ง ป้องกันการเกิดภาวะตันของเส้นเลือดในสมองได้ขายส่งกระชายดำ
คุณประโยชน์ชาเชียว

  • ชาเขียว มีส่วนสำหรับเพื่อการรักษาโรคปวดศีรษะไปจนกระทั่งโรคไม่มีชีวิตชีวาได้อย่างดีเยี่ยม โดยประเทศจีนได้มีการใช้ชาเขียวสำหรับการรักษาโรคต่างๆมาตรงเวลามากยิ่งกว่า 4,000 ปีมาแล้ว
  • มีส่วนช่วยแก้หวัด แก้อาการร้อนใน ช่วยสำหรับในการขับพิษ และช่วยขับเหงื่อในร่างกาย
  • ช่วยแก้อาการเมาเหล้า ทั้งยังทำให้สร่างเมาได้อย่างดีเยี่ยมรับผลิตกระชายดำ
  • มีส่วนช่วยสำหรับการนำมาซึ่งการก่อให้เกิดการก้าวหน้าอาหาร มีส่วนช่วยสำหรับเพื่อการเพิ่มจำนวนแบคทีเรียจำพวกดีในไส้ ก็เลยมีส่วนช่วยสำหรับในการล้างพิษรวมทั้งช่วยกำจัดพิษในลำไส้ได้
  • ช่วยป้องกันการเกิดลิ่มเลือดภายในร่างกาย
  • แคปซูลกระชายดำปกป้องตับจากพิษต่างๆรวมทั้งโรคชนิดอื่นๆซึ่งสามารถเกิดขึ้นกับตับได้
  • มีฤทธิ์สำหรับการต้านทานอาการอักเสบ ต่อต้านจุลอินทรีย์ที่อยู่ในไส้ ต่อต้านเชื้อแบคทีเรียแล้วก็เชื้อไวรัส และก็ช่วยต้านทานเชื้อ Botulinus และก็เชื่อ Staphylococcus
  • มีส่วนช่วยในการขับปัสสาวะ และช่วยคุ้มครองปกป้องนิ่วในถุงน้ำดีและในไต
  • ช่วยสำหรับเพื่อการห้ามเลือดหรือทำให้เลือดไหลได้ช้าลง
  • มีส่วนช่วยสำหรับการคุ้มครองปกป้องโรคข้ออักเสบรูมาติก ซึ่งเป็นโรคที่มีอาการอักเสบบวมแดง ส่งผลทำให้ปวดเมื่อตามกล้ามแล้วก็ข้อต่อ โดยอาการลักษณะนี้ชอบกำเนิดกับกลางคนขายส่งกระชายดำ
  • ใช้เป็นยาพอกเพื่อรักษาแผลอักเสบ แผลพุพอง ฝีหนอง ไฟไหม้ และช่วยบรรเทาอาการผดผื่นคัน แมลงสัตว์กัดต่อย ใช้เป็นยากันยุง รวมถึงแก้ผิวร้อนแห้งได้อย่างดีเยี่ยม
  • มีส่วนช่วยสำหรับการนำมาซึ่งการก่อให้เกิดการผ่อนคลายอารมณ์ ช่วยระบายความร้อนที่เกิดกับศีรษะแล้วก็เบ้าตา ก็เลยทำให้ตาสว่าง ไม่ง่วง แถมยังส่งผลให้หายใจมีชีวิตชีวาได้อีกด้วยรับผลิตกระชายดำ
  • ช่วยแก้อาการท้องเสีย ท้องเดิน รวมทั้งท้องบิดได้เป็นอย่างดี
  • มีส่วนช่วยในการแก้อาการอยากกินน้ำ ช่วยสำหรับเพื่อการระบายความร้อนให้ออกจากปอด แถมยังช่วยขับเสมหะได้อีกด้วย


Tags : ขายกระชายดำ,ขายส่งกระชายดำ

9

ฟ้าทะลายโจร
ชื่อสมุนไพร ฟ้าทะลายโจร
ชื่ออื่นๆ/ชื่อเขตแดน  น้ำลายพังพอน , จอมโจรห้าร้อย (ภาคกึ่งกลาง,กรุงเทพ), สามสิบดี (ร้อยเอ็ด) , ใกล้จะสว่าง (จ.สกลนคร) , เขยตายายปกคลุม (จังหวัดราชบุรี) , ต้นหญ้ากันงู (สงขลา) , ฟ้าสะท้าน (จังหวัดพัทลุง) , เมฆทะลาย (ยะลา) ,ชักชวนสิน , เจ๊กเกี้ยงฮี้ , โขว่เซ่า , ซีปังฮี (จีน)
ชื่อสามัญ  Kariyat, Creat, Herba  Andrographis, Indian Echinace
ชื่อวิทยาศาสตร์  Andrographis paniculata (Burm. f .) Nees
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์  Andrographis paniculata (Burm.f.) Nees
วงศ์   Acanthaceae
บ้านเกิดเมืองนอน ฟ้าทะลายโจร เป็นไม้ล้มลุกในเชื้อสายเดียวกับโหระพาหรือกระเพรา มีถิ่นกำเนิด รวมทั้งเจอแพร่ไปตามประเทศต่างๆในทวีปเอเซีย ซึ่งจัดเป็นสมุนไพรท้องถิ่นในประเทศแถบเอเชียรวมทั้งเอเซียอาคเนย์ อาทิเช่น อินเดีย จีน ศรีลังกา ไทย และก็ยังใช้กันอย่างมากมายในหลายประเทศทั่วทวีปเอเชีย โดยนิยมนำส่วนของใบและลำต้นใต้ดินมาทำเป็นยารักษาโรค โดยเป็นไม้ล้มลุกที่มีรสขมจัด จนกระทั่งขึ้นชื่อว่าเป็นแรงวที่ความขม “King of the Bitterness”  ในตอนนี้สามารถพบฟ้าทะลายโจรได้ทั่วๆไปในประเทศไทย ลาว เขมร มาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม จีน อินเดีย ศรีลังกา รวมทั้งหมู่เกาะในสมุทรแคริบเบียน ส่วนในประเทศไทยนั้นสามารถพบได้ทุกภาคของประเทศ และก็ยังเป็นสมุนไพรที่กำลังเป็นที่นิยมสำหรับในการประยุกต์ใช้คุณประโยชน์สำหรับการรักษาโรคอีกด้วย
ลักษณะทั่วไป ฟ้าทะลายขโมย เป็นไม้พุ่มเตี้ยสูง 40-80 ซ.ม. ลำต้นลักษณะสี่เหลี่ยม แตกกิ่งก้านสาขามาก ทั้งต้นมีรสขมมากมาย ใบออกตรงข้ามกัน ตัวใบยาวรีปลายใบเรียวแหลม ยาว 2-8 เซลเซียสมัธยม กว้าง 1-3 เซลเซียสมัธยม ขอบใบมีรอยหยักเล็กน้อยเกือบเรียบ ก้านใบสั้นจนถึงแทบเรียกว่า ไม่มีก้านใบ ดอกออกมาจากซอกใบหรือที่ปลายกิ่ง กลีบเลี้ยงมีสีเขียว ยาวราว 3 ม.ม. ส่วนโคนติดกันปลายแยกเป็น 5 กลีบเรียวแหลมกลีบดอกไม้ชิดกันเป็นหลอดสีขาว ปลายแยกเป็น 2 ซีกใหญ่ๆเหมือนปาก ซีกบนขนาดใหญ่กว่าซีกข้างล่าง
ส่วนปลายยังแบ่งเป็นกลีบเล็กๆ3 กลีบ มีรอยกระสีม่วง ด้านข้างล่างมีขนาดเล็ก ส่วนปลายมีรอยแยกเป็น 2 กลีบสีขาว เกสรตัวผู้มี 2 อัน ใกล้กับกลีบ ก้านเกสรเป็นเส้นสีขาวบางๆยื่นออกมา 2 เส้น มีขนนุ่มๆปกคลุมอยู่ ปลายมีอับเรณูสีม่วงดำ ก้านเกสรตัวเมียเป็นเส้นยาวๆบางๆสีแดงอมาแตะต้องที่อับเรณูของเกสรตัวผู้ รังไข่มี 1 อัน ผลเป็นฝักทรงกระบอกแบนมีร่องลึกกึ่งกลางด้านแบบทั้งคู่ด้าน ฝักยาวราว 1.5 ซ.มัธยม กว้าง 0.5 ซ.มัธยม ฝักแก่แล้วแตกตามรอยข้าง ฝักแบ่งเป็น 2 ซีก โดยมีร่องลึกนั้นอยู่ที่ด้านละร่อง เม็ดสีส้มแดงแข็ง ดูค่อนข้างโปร่งแสง ฝักหนึ่งมีเมล็ดหลายเมล็ด
การขยายพันธุ์
ฟ้าทะลายโจรเป็นไม้ล้มลุกนานหลายปี สามารถพบเจอได้ตามพื้นที่ทั่วๆไป เป็นพืชที่เติบโตก้าวหน้าในทุกภาวะดิน ถูกใจดินร่วนซุย ดินมีความชุ่มชื้น สามารถเติบโตในพื้นที่ที่มีวัชพืชขึ้นดกได้ดิบได้ดี มักพบในที่โล่งหรือแดดรำไร
การขยายพันธุ์ฟ้าทะลายโจรนิยม เพาะพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด เม็ดที่ใช้ควรเป็นเม็ดแก่ที่มีลักษณะสีดำ โดยการโปรยในแปลงดินหรือพื้นที่ว่างทั่วไป รวมถึงการหยอดเม็ดในกระถาง เม็ดจะแตกออกภายใน 1-2 อาทิตย์
ฟ้าทะลายโจรข้างหลังเม็ดแตกออกแล้วไม่ต้องการที่จะอยากการดูแลมากเสมือนพืชทั่วๆไป เพราะว่าไม่มีโรคหรือแมลงคอยทำลายมากนัก เพียงแต่รอกำจัดวัชพืชรอบลำต้นก็สามารถเติบโตได้ดิบได้ดี และไม่ต้องใช้ปุ๋ยเคมีอะไร แม้กระนั้นควรจะคอยให้ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก และก็พรวนดินให้ร่วนซุยสม่ำเสมอ
ในการเก็บเกี่ยวควรที่จะเก็บเกี่ยวในช่วงที่พืชมีดอกนับตั้งแต่เริ่มมีดอกจนกระทั่งดอกบานปริมาณร้อยละ 50 เพื่อให้มีจำนวนสารสำคัญสูง ซึ่งพืชจะมีอายุราว 110-150 วัน
ส่วนประกอบทางเคมี
ส่วนเหนือดินฟ้าทะลายมิจฉาชีพ มีสารสำคัญจำพวกไดเทอร์พีนแล็กโทน (diterpene lactones) หลายอย่าง ดังเช่นว่า แอนโดเกลื่อนกลาดราโฟไลด์ (andrographolide) นีโอแอนโดร-กราโฟไลด์ (neoandrographolide) ดีออกซีแอนโดร-กราโฟไลด์ (deoxyandrographolide) ดีออกซีไดดีไฮโดรแอนโดรกราโฟไลด์ (deoxy-didehydro andrographolide) ทั้งนี้วัตถุดิบฟ้าทะลายมิจฉาชีพที่ดีควรมีปริมาณแล็กโทนรวมคำนวณเป็นแอนโดรกราโฟไลด์ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 6 และไม่ควรจะเก็บวัตถุดิบไว้ใช้นานๆเพราะจำนวนสารสำคัญจะลดราวๆร้อยละ 25 เมื่อเก็บไว้ 1 ปี รวมถึงยังมีสารกรุ๊ปฟลาโอ้อวดน อย่างเช่น aroxylin, wagonin, andrographidine A , paniculide A ,paniculide B , paniculide C , andrographolide , neoandrographolide ,
deoxyandrographolide-19-B-D-glucopyranoside , deoxyandrographolide , caffeic acid (3, 4- dihydroxy-cinnamicacid) , chlorogenic acid , 3, 5-dicaffeoyl-d-quinic acid , Ninandrographolide
    Andrographoside                         Paniculide A               
ประโยชน์/คุณประโยชน์ สำหรับการนำฟ้าทะลายโจรมาใช้ประโยชน์นั้นส่วนมากจะเน้นย้ำในเรื่องคุณประโยชน์ทางยาสำหรับการบำบัดรักษาโรคมากกว่าจะนำมาทำประโยชน์อื่น ซึ่งคุณประโยชน์ของฟ้าทะลายขโมยนั้นมีดังนี้
ตำราเรียนยาไทย ฟ้าทะลายมิจฉาชีพเป็นยาเย็นมีรสขมใช้ดับร้อน , แก้พิษ , เพื่อรักษาไข้ หวัด ไข้หวัดใหญ่ ดับพิษร้อน หยุดอักเสบในอาการไอ เจ็บคอ คออักเสบ ต่อมทอนซิล หลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ถุงน้ำดีอักเสบ  ขับเสมหะ ลดบวม แก้บิด แก้กระเพาะอาหารอักเสบ ลำไส้อักเสบ รักษาโรคผิวหนัง ฝี การตำหนิดเชื้อ ที่ทำให้มีอาการปวดท้อง ท้องร่วง บิด ทำให้เจริญอาหาร ลดระดับความดันเลือด คางทูม หูชั้นกึ่งกลางหรือปากอักเสบอื่นๆอีกมากมาย
ส่วนในทางการแพทย์แผนปัจจุบันได้ระบุสรรพคุณของฟ้าทะลายโจรไว้ดังต่อไปนี้  ช่วยรักษาโรคหวัด เนื่องจากว่ามีสารสำคัญทางวิชาพฤกษศาสตร์หลายอย่าง ดังเช่นว่า ไดเทอร์ปีนแลคโตน (Diterpene Lactones) ฟลาโวนอยด์ (Flavonoid) และก็สารประกอบอื่นๆซึ่งเชื่อว่าช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้ปฏิบัติงาน และก็มีส่วนช่วยทุเลาอาการจากโรคไข้หวัดสำหรับคนไข้ที่มีลักษณะอาการไม่ร้ายแรง และก็ออกจะไม่มีอันตรายในการกิน เพราะจากการศึกษาเล่าเรียนไม่เจอผลข้างเคียง ซึ่งบางทีอาจเป็นอีกตัวเลือกเสริมของการดูแลรักษาโรคหวัดทั่วไป
โรคลำไส้ใหญ่อักเสบ ฟ้าทะลายโจรมีคุณลักษณะช่วยยั้งการหลั่งสารที่ก่อให้เกิดอาการอักเสบในร่างกาย ต่อต้านอนุมูลอิสระ การแข็งตัวของเลือด และยังเจอกล่าวว่าสารสกัดจากฟ้าทะลายขโมยช่วยป้องกันโรคลำไส้ใหญ่อักเสบจากการทดลองในสัตว์ ทั้งยังยังถูกบรรจุเป็นยาสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติของกระทรวงสาธารณสุขในหมวดกรุ๊ปลักษณะของระบบทางเดินอาหาร ก็เลยมักประยุกต์ใช้คุณประโยชน์ในการรักษาและบรรเทาโรคลำไส้อักเสบ
จากข้อมูลในข้างต้นเชื่อว่าฟ้าทะลายขโมย มีความน่าจะเป็นสำหรับการบรรเทาอาการโรคลำไส้ใหญ่อักเสบได้เหมือนกับยาเมซาลาซีนที่ใช้เป็นรักษาโรคลำไส้ใหญ่อักเสบในขณะนี้ แต่ว่าควรระมัดระวังสำหรับเพื่อการใช้อย่างเหมาะสมและอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เป็นสำคัญ เพราะการใช้ฟ้าทะลายมิจฉาชีพยังเป็นการหมอหนทางและพบรายงานผลข้างเคียงจากการศึกษาอยู่บางส่วน
ลดลักษณะของการมีไข้และก็ลักษณะของการเจ็บคอที่มีต้นเหตุจากต่อมทอนซิลอักเสบ ต่อมทอนซิลอักเสบเป็นการอักเสบของต่อมทอนซิลจากการตำหนิดเชื้อในช่องคอ ด้วยสรรพคุณช่วยระงับอาการอักเสบและต้านทานเชื้อการติดเชื้อของฟ้าทะลายโจร และก็จากการศึกษาทำการค้นคว้าและทำการวิจัยทดสอบจึงเชื่อว่าฟ้าทะลายขโมย ช่วยรักษาหรือทุเลาอาการติดโรคในทางเดินหายใจตอนแรกได้
โรคข้อรูมาตอยด์  เป็นโรคเรื้อรังที่เกิดการอักเสบตามข้อและหลายอวัยวะในร่างกาย ซึ่งฟ้าทะลายโจรมีฤทธิ์ต้านทานการอักเสบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสารแอนโดรกราโฟไลด์ (Andrographolide) ก็เลยถูกประยุกต์ใช้เป็นการรักษาทางเลือกในโรคภูไม่ต้านทานตัวเองหรือแพ้ภูเขามิตัวเอง และจากการเล่าเรียนการใช้ยาที่มีสารสกัดจากฟ้าทะลายมิจฉาชีพในคนป่วยโรคข้อรูมาตอยด์ที่มีอาการของโรคกำเริบ  จึงคาดว่าฟ้าทะลายมิจฉาชีพก็บางทีอาจนำไปใช้เป็นการรักษาเสริมในผู้ป่วยโรคข้อรูมาตอยด์ได้
ไข้หวัดใหญ่ คุณลักษณะของฟ้าทะลายขโมยคือช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้ทำงานได้ดีขึ้น ฟ้าทะลายโจร ก็เลยมีประสิทธิภาพสำหรับการรักษาโรคไข้หวัดใหญ่ได้ จากการเรียนนำร่อง 2 ชิ้น เกี่ยวกับประสิทธิภาพของการใช้สารสกัดที่มีส่วนประกอบของฟ้าทะลายขโมยในผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่ จำนวน 540 คน เปรียบเทียบกับยาอะแมนตาดีน (Amantadine) ที่เป็นยารักษาโรคไข้หวัดใหญ่ ผลพบว่า ผู้เจ็บป่วยที่ได้รับสารสกัดฟ้าทะลายโจรมีลักษณะดียิ่งขึ้นเร็วและอาการเข้าแทรกน้อยกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาอะแมนตาดีน ซึ่งทำให้เห็นว่าสารสกัดฟ้าทะลายขโมย มีประสิทธิภาพต่อการรักษาโรคไข้หวัดใหญ่
แบบ/ขนาดวิธีการใช้
ตำรับยาไทย

  • แก้บิดจากแบคทีเรีย (บิดไม่มีตัว หรือบิดชิเกลล่า) ลำไส้อักเสบ ใช้ใบสด 10-15 กรัม ต้มน้ำผสมน้ำผึ้งกิน
  • แก้บิดจากแบคทีเรียอย่างฉับพลัน ไส้อักเสบ กระเพาะอักเสบ ใช้ต้นแห้ง 10-15 กรัม ต้มน้ำ กินวันละชุด แบ่งกินเป็น 2 ครั้ง เช้า-เย็น
  • แก้หวัด มีไข้ ปวดศีรษะ ท้องเสีย ใช้ต้นแห้งบดเป็นผุยผง ผสมน้ำสุก รับประทานทีละ 1 กรัม วันละ 3 ครั้ง
  • แก้ไข้หวัดใหญ่ ปอดอักเสบ ใช้ต้นแห้งบดเป็นผงผสมน้ำสุก กินครั้งละ 3 กรัม วันละ 3-4 ครั้ง
  • แก้หลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบ ใช้ใบแห้ง 10 กรัม ต้มน้ำดื่ม
  • แก้วัณโรคปอดในระยะเริ่มต้น


           ใช้ใบแห้งบกเป็นผุยผงผสมน้ำผึ้งปั้นเป็นเม็ดขนาดเม็ดถั่วเหลือง รับประทานครั้งละ 15-30 เม็ด วันละ 2-3 ครั้ง กับน้ำสุก
           ใช้ต้นแห้ง 15 กรัม ใบจับไต่กงเล้า (Mahonia bealei (Fort) Carr) 15 กรัม เถาฮงเสี่ยโกยฮ๊วย (Milletia reticulate Benth) 30 กรัม ต้มน้ำ แบ่งให้กินเป็น 2 ครั้ง วันละ 1 ชุด ต่อเนื่องกัน 15-30 วัน เป็น 1 รอบ ของการดูแลรักษา

  • แก้ไอกรน ใช้ใบ 3 ใบ ชงน้ำ ผสมน้ำผึ้งรับประทานวันละ 3 ครั้ง
  • แก้ความดันโลหิตสูง กระทั่งมีอาการปรากฏให้เห็น ใช้ใบ 5-7 ใบ ชงน้ำดื่มวันละหลายๆครั้ง
  • แก้ปากอักเสบ ต่อมทอนซิลอักเสบ ใช้ใบแห้งบดเป็นผุยผงหนัก 3-5 กรัม ผสมน้ำผึ้งกินร่วมกับน้ำ
  • แก้คออักเสบ ใช้ต้นสดเคี้ยวกลืนช้าๆให้ฆ่าเชื้อโรคที่บริเวณคอ
  • แก้ไส้ติ่งอักเสบ ใช้ต้นแห้ง 25 กรัม กับดอกต้นเบญจมาศสวน (Chrysanthemum indicum L.) 30 กรัม ต้มน้ำกินวันละ 2 ชุด
  • แก้จมูกอักเสบ หูชั้นกึ่งกลางอักเสบ ปอดฟัน ใช้ต้นแห้ง 10-15 กรัม ต้มน้ำกินหรือใช้ต้นสดตำคั้นเอาน้ำหยอดหูอีกด้วย
  • แก้โรคหนองใน ทางเดินปัสสาวะอักเสบ ใช้ใบสด 10-15 ใบ ตำผสมน้ำผึ้งชงน้ำกิน
  • แก้บาดแผลไฟเผา น้ำร้อนลวก ใช้ใบแห้งบดเป็นผงละเอียดผสมน้ำมันพืชทา หรือใช้ใบสดต้ม เอาน้ำที่ต้มเย็นแล้วมาชะล้างบาดแผล
  • แก้พิษงูกัด


           ใช้ใบสดตำ เอาไปอังเหนือควันจนถึงติดน้ำมันจากควันไฟ เอามาพอกที่ปากแผล หรือใช้ใบแห้ง 10-15 กรัม ต้มน้ำกิน
           ใช้ต้นสด 30 กรัม ร่วมกับ Paris polyphylla 10 กรัม ฮั่งชิ้งเช่า (Scutellaria indica L.) เลือกเอาแบบใบแคบ 30 กรัม จั่วจิเช่า ชนิดดอกขาว (Oldenlandia diffusa Roxb) 30 กรัม ต้มน้ำกินวันละ 1-2 ชุด

  • แก้ผด ผื่นคัน ใช้ผงยานี้ 30 กรัม ผสมน้ำมันพืชลงไป จนมีขนาด 100 ม.ล. ใช้ทาบริเวณที่เป็น
การใช้ตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข (สาธารณสุขพื้นฐาน)

  • ใช้ฟ้าทะลายมิจฉาชีพรักษาอาการท้องเดิน โดยใช้แคปซูลของผงใบฟ้าทะลายมิจฉาชีพขนาด 250 มิลลิกรัม จำนวน 2 แคปซูล รับประทาน 4 ครั้งต่อวัน
  • ใช้ฟ้าทะลายมิจฉาชีพรักษาอาการไอรวมทั้งเจ็บคอ โดยนำใบฟ้าทะลายมิจฉาชีพสดตากแห้งในร่ม บดเป็นผงละเอียด นำมาปั้นเป็นยาลูกกลอน ขนาดปลายนิ้วก้อย ตากลมให้แห้ง รับประทาน 3-6 เม็ด วันละ 4 ครั้ง 3 เวลา หลังอาหารรวมทั้งก่อนนอน หรือใช้แคปซูลของผงใบฟ้าทะลายโจร ขนาด 250 มก. ปริมาณ 2 แคปซูล กินวันละ 4 ครั้งหลังของกินแล้วก็ก่อนนอน
  • ใช้ฟ้าทะลายขโมยรักษาฝี โดยนำใบออกจะแก่ราวๆ 1 กำมือ แล้วเอาเกลือ 3 เม็ด ใส่ผสมตำรวมกันในครกพอละเอียดดี เอาเหล้าครึ่งถ้วยชา น้ำครึ่งช้อนชา ใส่รวมลงไปคนให้เข้ากันดีเทน้ำกินค่อนถ้วยชา กากที่เหลือพอกแผลฝี แล้วเอาผ้าสะอาดพันไว้ พอกใหม่ๆจะรู้สึกเจ็บปวดนิดหนึ่ง


ยาจากสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติ    ยาแคปซูล ยาเม็ด ที่มีผงฟ้าทะลายมิจฉาชีพแห้ง 250 มก. รวมทั้ง 500 มิลลิกรัม      ทุเลาอาการท้องเสียไม่ติดโรค รับประทานทีละ 500 มิลลิกรัม – 2 กรัม วันละ 4 ครั้ง หลังรับประทานอาหาร    ทุเลาอาการเจ็บคอ รับประทานวันละ 3 – 6 กรัม แบ่งให้วันละ 4 ครั้ง หลังรับประทานอาหารรวมทั้งก่อนนอน                 ทุเลาอาการหวัด รับประทานวันละ 1.5 – 3 กรัม แบ่งให้วันละ 4 ครั้ง หลังรับประทานอาหารรวมทั้งก่อนนอน  การใช้เพื่อรักษาหรือบรรเทาโรคอื่น หรือใช้บำรุงร่างกาย ควรจะต้มน้ำหรือรับประทาน 1-3 กรัม หลังรับประทานอาหาร 1-7 วัน และก็ควรจะเว้นระยะการกิน 3-4 วัน เพื่อลดผลที่อาจเกิดขึ้นจากการสะสมของสารหรือได้รับสารในปริมาณมากภายในร่างกาย

การเล่าเรียนทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์ลดไข้     เมื่อป้อนส่วนสกัด 85% เอทานอลจากส่วนเหนือดิน ขนาด 2.5 กรัม/กก. แก่กระต่ายที่ถูกฉีดยาไทฟอยด์เข้าใต้ผิวหนังเพื่อจับไข้ พบว่าไข้ต่ำลง เช่นเดียวกับเมื่อป้อนสารสกัด 95% เอทานอล ขนาด 2 และก็ 4 มล./กก. แก่หนูขาว albino ที่ถูกฉีดเชื้อยีสต์เข้าใต้ผิวหนังขนาด 300 มก./กิโลกรัม เพื่อจับไข้ พบว่าไข้จะลดลงภายหลังที่ได้รับสารสกัด 180 รวมทั้ง 270 นาที และมีความเข้าใจสำหรับการลดไข้เท่ากับยาลดไข้แอสไพริน แต่ว่าสารสกัดดังที่กล่าวมาแล้วไม่สามารถที่จะลดไข้หนูขาวที่จับไข้ด้วยเหตุว่าถูกฉีดเชื้อยีสต์ขนาด 600 มิลลิกรัม/กก. ส่วนสกัดน้ำ หรือ 50% เอทานอลจากส่วนเหนือดิน เมื่อให้ทางปากกระต่าย ขนาดสูงสุด 5 ก./กก. ไม่สามารถที่จะลดไข้กระต่ายที่ถูกทำให้ไม่สบายโดยการฉีดวัคซีนไข้รากสาดน้อยเข้าใต้ผิวหนัง  Madav S, et al. พบว่า andrographolide ขนาด 100 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ให้ทางสายยางเข้าไปในกระเพาะของกินหนูถีบจักร สามารถลดไข้หนูที่ถูกทำให้ไม่สบายโดย Brewer’s yeast
ส่วนการเล่าเรียนทางคลินิกในผู้ป่วยอายุมากกว่า 12 ปี จำนวน 152 คน มีอาการจับไข้ รวมทั้งเจ็บคอ มารับการรักษาที่โรงพยาบาลชุมชน 6 ที่ รวมทั้งองค์การเภสัชกรรม แบ่งเป็นกลุ่มแบบสุ่มให้ได้รับยาพาราเซตามอล ปริมาณ 53 คน  แคปซูลฟ้าทะลายมิจฉาชีพขนาด 3 ก./วัน ปริมาณ 48 คน ขนาด 6 กรัม/วัน จำนวน 51 คน รับประทานติดต่อกันเป็นเวลานาน 7 วัน พบว่าในวันที่ 3 ของการดูแลรักษาผู้เจ็บป่วยกลุ่มที่ได้รับพาราเซตามอลหรือแคปซูลฟ้าทะลายโจร ขนาด 6 ก./วัน อาการไข้รวมทั้งอาการเจ็บคอจะหายไปมากยิ่งกว่ากลุ่มที่ได้รับฟ้าทะลายมิจฉาชีพขนาด 3 ก./วัน แต่ว่าผลการรักษาไม่มีความแตกต่างกันในวันที่ 7 ของการดูแลรักษา
ฤทธิ์ลดการอักเสบ        เมื่อป้อนส่วนสกัดเอทานอล (85%) จากส่วนเหนือดิน ขนาด 2 กรัม/กก. แก่หนูขาว พบว่าสามารถลดอาการบวมของอุ้งเท้าหนูที่ถูกทำให้อักเสบโดย carrageenan และฉีดส่วนสกัดน้ำ ส่วนสกัดเอทานอล (50%) แล้วก็ส่วนสกัดเอทานอล (85%) จากส่วนเหนือดินเข้าท้องหนูขาว ขนาด 0.5-2.5, 0.06-0.25 รวมทั้ง 1-2 กรัม/กก. เป็นลำดับ จะสามารถลดอาการบวมของอุ้งเท้าหนูได้ แม้กระนั้นหากป้อนส่วนสกัดน้ำ และก็ส่วนสกัดเอทานอล (50%) จากส่วนเหนือดิน ขนาด 0.125-2 ก./กก. ไม่มีฤทธิ์ลดการอักเสบของอุ้งเท้าหนู
          เมื่อให้ผงใบฟ้าทะลายโจร 500 มิลลิกรัม/กิโลกรัม สารสกัดอัลกอฮอล์จากใบ ขนาด 200 และก็ 500 มก./กิโลกรัม  และสารสกัดน้ำจากใบ ขนาด 500 มก./กิโลกรัม แก่หนูขาว พบว่าสามารถยับยั้งอาการบวมของอุ้งเท้าหนูที่ถูกเหนี่ยวนำให้อักเสบโดย carrageenan ได้พอๆกับ 54.97, 38.01, 53.22 รวมทั้ง 41.23% เป็นลำดับ และก็มีฤทธิ์ใกล้เคียงกับยาต้านทานการอักเสบ prednisolone ขนาด 5 มิลลิกรัม/กิโลกรัม, indomethacin ขนาด 5 มก./กิโลกรัม และ ibuprofen ขนาด 10 มิลลิกรัม/กิโลกรัม เมื่อให้ผงใบฟ้าทะลายโจร สารสกัดอัลกอฮอล์ แล้วก็สารสกัดน้ำจากใบ ขนาด 500 มิลลิกรัม/กิโลกรัม จะยับยั้งการเคลื่อนที่ของเซลล์เม็ดเลือดขาวในหนูขาวที่ถูกฝังสำลีเข้าที่เข้าทางบริเวณพุง เท่ากับ 40.67, 45.63 รวมทั้ง 35.25% เป็นลำดับ และก็มีฤทธิ์ใกล้เคียงกับยาต่อต้านการอักเสบ prednisolone แล้วก็ ibuprofen  และเมื่อให้ผงใบฟ้าทะลายมิจฉาชีพ สารสกัดอัลกอฮอล์ และสารสกัดน้ำจากใบ ขนาด 200 รวมทั้ง 500 มก./กก. เสมอกัน 3 รูปแบบ สามารถยั้งการเกิด granuloma ในหนูขาวที่ถูกฝังสำลีเข้าที่รอบๆหน้าท้องทิ้งไว้ 5 วัน พอๆกับ 11.86 รวมทั้ง 19.85%, 15.15 และ 22.78%, 11.76 และก็ 15.89% เป็นลำดับ และก็มีฤทธิ์ใกล้เคียงกับยาต้านการอักเสบ ibuprofen ผงใบฟ้าทะลายขโมยและสารสกัดอัลกอฮอล์มีฤทธิ์ลดการอักเสบเยอะที่สุด
          สาร andrographolide จากฟ้าทะลายมิจฉาชีพสามารถยั้งกรรมวิธีอักเสบได้ เมื่อป้อนให้หนูขาวในขนาด 30, 100 แล้วก็ 300 มก./กก. สามารถลดอาการบวมของอุ้งเท้าหนูขาวที่ถูกทำให้อักเสบโดย carrageenan, kaolin และ nystatin ยับยั้งการเกิด granuloma ในหนูขาวที่ถูกฝังสำลีไว้ที่หน้าท้อง และลดบวมใน adjuvant ซึ่งจะทำให้กำเนิดข้ออักเสบ andrographolide ขนาด 300 มก./กิโลกรัม จะยับยั้งการรั่วซึมของ acetic acid ซึ่งจะทำให้กำเนิด vascular permeability andrographolide ขนาด 20 มคก./มิลลิลิตร จะลดการผลิต a-tumor necrosing factor (ซึ่งเป็น cytokine ที่อยู่ในการทำให้เกิดการอักเสบ) ของเม็ดเลือดขาวโมโนซัยท์ ที่ถูกกระตุ้นโดย lipopolysaccharide รวมทั้งเพิ่มการสร้าง interleukin-1-b รวมทั้ง interleukin-6 เล็กน้อย ลดการผลิต a-tumor necrosing factor ในเม็ดเลือดแดงของอาสาสมัครสุขภาพดีที่ถูกกระตุ้นด้วย lipopolysaccharide ได้มากกว่า 96% แต่ไม่มีผลยับยั้ง interleukin-1-b และก็ interleukin-6 สาร andrographolide ขนาด 0.1-10 ไมโครโมล คุ้มครองปกป้องการยึดติดและเคลื่อนย้าย (adhesion and transmigration)ของเม็ดเลือดขาวนิวโตรฟิลที่ถูกรั้งนำโดย -formyl-methionyl-leucyl-phenylalanine (fMLP) โดยผ่านกรรมวิธีการที่ andrographolide จะไปลดการแสดงออก (up-expression) ของ CD11b และก็ CD18 รวมทั้งไปแย่ง fMLP จับกับ phorbol-12-myristate-13-acetate (PMA) ซึ่งเป็นตัวกระตุ้น protein kinase C ที่จะไปทำให้มีการเกิดการสร้าง ROS (reactive oxygen species)  ส่วนสกัดจากสารสกัดฟ้าทะลายมิจฉาชีพ (ไม่เจาะจงประเภทของสารสกัดแล้วก็ส่วนที่ใช้) ความเข้มข้น 100 มค.กรัม/มล. จะยั้งสารที่เกี่ยวข้องกับกรรมวิธีมีการอักเสบ โดยไปยับยั้ง platelet activating factor (PAF) 82±3% และก็ยั้ง fMLP 79±4%  ซึ่งเป็นสารที่ไปกระตุ้น neutrophil granulocyte ให้ผลิตสารที่จะไปทำให้มีการเกิดการอักเสบ ยิ่งไปกว่านั้นสามารถยับยั้ง neutrophil สำหรับในการผลิต elastase ซึ่งเป็นสารที่ส่งผลให้เกิดการอักเสบได้ 73±4%   สาร andrographolide ขนาด 1-100 ไมโครโมล จะยั้งการสร้าง NO ในเซลล์ RAW 264.7 ที่ถูกกระตุ้นโดย lipopolysaccharide รวมทั้ง g-interferon ขนาดของสารที่สามารถยับยั้งได้ 50% เท่ากับ 17.4±1.1 ไมโครโมล  ยิ่งไปกว่านี้ยังลด inducible NO synthase protein (iNOS protein) และลดความคงตัวของโปรตีนโดยผ่านกระบวนการ post-transcription รวมทั้งสารสกัดเมทานอลจากใบมีฤทธิ์ลดการผลิต nitric oxide ของ macrophage ที่ถูกกระตุ้นด้วย lipopolysaccharide โดยสาร andrographolide แล้วก็ neoandrographolide ซึ่งเป็นสารออกฤทธิ์ จะมีฤทธิ์ยั้งการสร้าง nitric oxide ที่ความเข้มข้น 0.1-100 ไมโครโมล แล้วก็ความเข้มข้นซึ่งสามารถยับยั้งการสร้าง nitric oxide 50% เท่ากับ 7.9 และก็ 35.5 ไมโครโมล ตามลำดับ ผลสำหรับการออกฤทธิ์ขึ้นกับความเข้มข้นของสาร เมื่อให้สัตว์ทดลองที่ถูกกระตุ้นด้วย lipopolysaccharide รับประทาน neoandrographolide ขนาด 5 รวมทั้ง 25 มก./กก./วัน จะยั้งการสร้าง nitric oxide 35 และ 40% ตามลำดับ ส่วน andrographolide เมื่อให้ทางปาก ไม่มีฤทธิ์ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว (3)  ยิ่งไปกว่านี้ยังมีการวิจัยพบว่าสาร deoxyandrographolide, didehydrodeoxyandrographolide และ neoandrographolide มีฤทธิ์ลดการอักเสบด้วยเหมือนกัน
          การเล่าเรียนทางสถานพยาบาลในคนป่วยแก่กว่า 12 ปี ปริมาณ 152 คน มีอาการไม่สบาย และเจ็บคอ มารับการรักษาที่โรงพยาบาลชุมชน 6 ที่ และก็องค์การเภสัชกรรม แบ่งเป็นกรุ๊ปแบบสุ่มให้ได้รับยาพาราเซตามอล จำนวน 53 คน  แคปซูลฟ้าทะลายมิจฉาชีพขนาด 3 ก./วัน ปริมาณ 48 คน ขนาด 6 กรัม/วัน จำนวน 51 คน กินติดต่อกันนาน 7 วัน พบว่าในวันที่ 3 ของการรักษาคนป่วยกลุ่มที่ได้รับพาราเซตามอลหรือแคปซูลฟ้าทะลายโจร
ขนาด 6 กรัม/วัน ลักษณะของการมีไข้รวมทั้งลักษณะของการเจ็บคอจะหายไปมากยิ่งกว่ากลุ่มที่ได้รับฟ้าทะลายขโมยขนาด 3 ก./วัน  แต่ผลการรักษาไม่ได้มีความแตกต่างกันในวันที่ 7 ของการดูแลรักษา
ฤทธิ์ต้านทานแบคทีเรีย  สารสกัดเอทานอล 95% จากใบอย่างเข้มข้น รวมทั้งสารสกัดน้ำจากราก ยับยั้งเชื้อ Staphylococcus aureus ในจานเลี้ยงเชื้อ สารสกัดเอทานอล 80% จากราก ขนาด 12.5 มิลลิกรัม/มิลลิลิตร รวมทั้ง 25 มิลลิกรัม/มล. ได้ผลไม่กระจ่างในการยับยั้งเชื้อ Pseudomonas aeruginosa รวมทั้ง S. aureus ในจานเลี้ยงเชื้อ เป็นลำดับ แล้วก็สารสกัดน้ำร้อนจากใบอย่างเข้มข้น ให้ผลไม่ชัดแจ้งในการยับยั้งเชื้อ S. aureus ในจานเลี้ยงเชื้อเช่นกัน ทดสอบสารสกัดเฮกเซน แล้วก็สารสกัดน้ำจากฟ้าทะลายมิจฉาชีพทั้งต้น ความเข้มข้น 200 มก./มล. ด้วยแนวทาง agar well diffusion method ไม่เป็นผลยั้งเชื้อ S. aureus เมื่อป้อนสารแขวนลอยของผงใบและก็ลำต้นฟ้าทะลายมิจฉาชีพแก่หนูขาว (Wistar albino weaning rats) 3 กรุ๊ปๆละ 24 ตัว ขนาด 0.12, 1.2 แล้วก็ 2.4 กรัม/กิโลกรัม นาน 6 เดือน โดยมีหนูอีก 24 ตัว กินอาหารตามธรรมดา เป็นกรุ๊ปควบคุม จากนั้นวางยาสลบหนู ดูดเอาเลือดจากห้องหัวใจ ตัดเยื่อปอดรวมทั้งตับมาวางไว้ที่จานเลี้ยงเชื้อที่มี B. subtilis และก็ pathogenic bacteria พบว่า ฟ้าทะลายโจรทุกขนาดความเข้มข้นไม่เป็นผลยั้งแบคทีเรีย S. aureus

10

เพกา
ชื่อสมุนไพร เพกา
ชื่ออื่นๆ/ชื่อเขตแดน ลิ้นฟ้า , หมากลิ้นฟ้า (โคราช,เลย,ภาคอีสาน) , มะลิดไม้ , มะลิ้นไม้ , ลิดไม้ (ภาคเหนือ) ,เบโก (จังหวัดนราธิวาส,ภาคใต้) ,หมากลิ้นช้าง , หมากลิ้นก้าง (ไทยใหญ่) ,กาโดโด้ง(กะเหรี่ยง-จังหวัดกาญจนบุรี) , ดอก๊ะ ,ดุมึง ,ด๊อกก๊ะ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) ,โชยเตี้ยจั้ง (จีน)
ชื่อสามัญ   Broken bone, Damocles tree, Indian trumpet flower, Indian trumpet tree
ชื่อวิทยาศาสตร์  Oroxylum indicum (L.) Vent.
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์  Oroxylum indicum (L.) Kurz
สกุล             Bignoniaceae
ถิ่นเกิด เพกาเป็นพืชท้องถิ่นที่มีมาตั้งแต่ดั้งเดิมของทวีปเอเชีย ซึ่งพบในประเทศอินเดียและเอเซียอาคเนย์ เป็นครั้งแรก ในขณะนี้สามารพบได้หลายประเทศ อาทิเช่น ประเทศอินเดีย พม่า ไทย ลาว เขมร มาเลเซีย รวมทั้ง จีนตอนใต้ด้วย ซึ่งมักจะพบเพกาตามป่าเบญจพรรณ แล้วก็ป่าชื้นทั่วๆไป ส่วนในประเทศไทยนั้นสามารถพบเพกาได้ทุกภาคของประเทศ แม้กระนั้นในการนำเพกามาทำเป็นอาหานั้น ดูเหมือนจะมีแต่ชาวไทยเท่านั้นที่นำมาบริโภค ส่วนประเทศอื่นๆนั้นไม่พบข้อมูลในการนำมาบริโภคเป็นอาหารแต่อย่างใด
ลักษณะทั่วไป   เพกาเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงกึ่งกลางแล้วก็เป็นไม้ ครึ่งผลัดใบไหมผลัดใบ สูง 5-12 เมตร ขนาดลำต้นราวๆ 10-30 เซนติเมตร เรือนยอดเล็ก กิ่งเปราะหักง่าย แตกกิ่งก้านน้อย ต้นที่มีอายุน้อยมีกิ่งใหญ่กึ่งกลางกิ่งเดียว เปลือกเรียบ มีใบเป็นกลุ่มกึ่งกลาง คล้ายกับต้นปาล์ม ภายหลังจากมีดอก ลำต้นจะแยกเป็นกิ่งระกะ เปลือกต้น สีน้ำตาลครีมอ่อน หรือเทาอ่อน แตกเป็นสะเก็ดสี่เหลี่ยม แล้วก็แผลของใบยาวถึง 150 ซม. มีต้นเหตุมาจากใบที่หล่นไปแล้ว ลำต้นรวมทั้งกิ่งมีรูระบายอากาศ กระจัดกระจายอยู่ทั่วๆไป เปลือกลำต้นเรียบสีเทา มีรอยแผลเป็น จากการหลุดตกของใบ ใบประกอบแบบขนนก 3 ชั้น ปลายคี่ ใบขนาดใหญ่ ยาว 60-200 ซม. เรียงตรงกันข้ามกันอยู่รอบๆปลายกิ่ง ใบย่อยรูปไข่ หรือรูปไข่แกมวงรี กว้าง 4-8 เซนติเมตร ยาว 6-12 ซม. ปลายยาว ขอบของใบเรียบ ฐานใบสอบแคบ ใบหมดจด หรือมีขนสีขาวสั้นๆข้างล่าง ท้องใบนวล ก้านใบบนสุดแยกออก 1 ครั้ง ก้านใบกลางแยก 2 ครั้ง และก็ก้านใบล่างแยก 3 ครั้ง ทำให้เห็นใบทั้งผองเป็นรูปสามเหลี่ยม  ก้านใบย่อยยาว 5-8 มม. ก้านใบข้าง รวมทั้งก้านใบร่วมโค้งพองออกที่ฐานแล้วก็ที่ข้อ ก้านใบยาว 0.5-2 เมตร ดอกช่อขนาดใหญ่แบบกระจะ ออกที่ปลายยอดเป็นกลุ่ม มีดอกย่อย 20-35 ดอก จะบานพร้อมคราวละ 2-3 ดอก ก้านช่อดอกยาว 60-180 ซม. ยื่นออกมานอกทรงพุ่มไม้ของยอด ดอกย่อยขนาดใหญ่ 8-12 เซนติเมตร กลีบสีนวลปนเขียวโคนกลีบเป็นหลอดสีม่วงแดง หรือม่วงข้างนอก หลอดกลีบดอกไม้ยาว 2-4 ซม. รูปแตร กลีบดอกไม้หนา ขอบย่นย่อ ไม่มีพู หรือพูไม่เท่ากัน มีต่อมกระจัดกระจายอยู่ภายนอก ด้านในมีขนหนาแน่น ดอกบานช่วงกลางคืน มีกลิ่นสาบฉุน รวมทั้งร่วงตอนเวลาเช้า มักจะมีดอกและผลในกิ่งเดียวกัน เกสรตัวผู้ 5 อัน ติดกับหลอดดอก โคนก้านมีขน เกสรตัวเมียมี 1 อัน กลีบเลี้ยงยาว 2-4 เซนติเมตร มีกลีบเลี้ยง 5 กลีบ เชื่อมติดกันเป็นรูปทรงกระบอก ปลายไม่แยกเป็นกลีบอย่างเด่นชัด เมื่อได้ผล กลีบเลี้ยงนี้จะเจริญก้าวหน้าเป็นเนื้อแข็งมากมาย ผลเป็นฝัก แบน โค้งเล็กน้อยที่ฐาน มีสันเล็กๆที่ข้างๆ คล้ายรูปลิ้น ห้อยอยู่เหนือเรือนยอด กว้าง 6-10 ซม. ยาว 30-120 ซม. สีน้ำตาลเข้ม สีแดง ติดฝักยาก ฝักเป็นรูปกระบี่ เมื่อแก่จะแตกเป็น 2 ด้าน เมล็ดแบนสีขาว  ขนาด 4-8 ซม. มีปีกบางโปร่งแสง เยื่อนี้ช่วยทำให้เมล็ดลอยละล่องตามกระแสลมให้ตกห่างต้นเพื่อขยายพันธุ์ได้ไกลขึ้น
การขยายพันธุ์ เพกาสามารถขยายพันธุ์ได้โดยการใช้เม็ด  โดยเลือกเมล็ดจากฝักแก่ เปลือกฝักแห้ง มีสีดำ โดยให้เก็บฝักไว้สัก 2-3 เดือน ก่อนนำมาเพาะเมล็ด เนื่องจากหลังจากฝักแก่ เมล็ดเพกาจะเข้าสู่ระยะพักตัวอยู่ตอนหนึ่ง ถ้าเกิดนำเมล็ดมาเพาะในพักหลังฝักแก่มักมีอัตราการงอกต่ำ ดังนั้น ก็เลยทิ้งฝักไว้สักระยะหนึ่งก่อน
การเพาะเม็ด ควรจะเพาะในถุงเพาะชำ เพื่อย้ายต้นลงปลูกเอาไว้ในแปลงได้สะดวก โดยนำเม็ดออกจากฝัก แล้วก็ผึ่งแดดสัก 2-3 วันก่อน จากนั้นค่อยนำมาเพาะ  สำหรับอุปกรณ์เพาะ ควรใช้ดินผสมกับวัสดุอินทรีย์ ตัวอย่างเช่น ปุ๋ยคอก ปุ๋ยธรรมชาติ และแกลบดำ แต่ว่าหากไม่สบายให้ใช้เพียงปุ๋ยมูลสัตว์สิ่งเดียวก็ได้ โดยใช้อัตราส่วนดิน:ปุ๋ยคอก:แกลบดำ ที่ 1:3:1 ก่อนบรรจุลงถุงเพาะชำ ต่อจากนั้น นำเมล็ดลงกลบ แล้วก็รดน้ำให้ชุ่ม กับดูแลด้วยการรดน้ำเป็นประจำแต่ละวัน ขั้นต่ำวันละ 1 ครั้ง จนกว่าต้นจะแตกหน่อ แล้วก็แตกใบได้ 2 ข้อ ก่อนย้ายลงปลูกภายในแปลง  การปลูกเพกานิยมปลูกในต้นหน้าฝน เมื่อต้นกล้าแตกยอดได้ 2 ข้อแล้ว ให้นำกล้าเพกาลงปลูกได้ สำหรับระยะปลูกให้มีระยะห่างที่ 4×4 เมตร โดยการขุดหลุมขนาดราว 30 ซม. ลึกประมาณ 30 เซนติเมตร ก่อนจะรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยมูลสัตว์โดยประมาณ 3-5 กำ แล้วก็ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 ราว 1 ถือมือ พร้อมคลุกหน้าดินผสม ก่อนจะนำกล้าเพกาลงปลูก
องค์ประกอบทางเคมี
ในฝักเจอสาร Oroxylin A , Chrysin     ,Baicalein , Triterpene  , Carboxyliv acid , Ursolic acid
ในเมล็ดพบสาร Flavonoids , Chrysin , Oroxylin A ,Terpene , Baicalein , Saponins , Benzoic acid  , 6-Glucoside , Tetuin
สำหรับองค์ประกอบของน้ำมันของเม็ดพบสาร
Caprylic, Lauric  , Myristic ,Palmitic ,Palmotoleic ,Stearic ,Oleic , Linoleic acid
ในใบเจอสาร Flavones  ,Baicalein ,Glycosides ,6,7-Glucuronides,7-Glucuronides , Chrysin , Scutellarein , Anthraquinone , Aloe emodin
ส่วนของลำต้นพบสาร Oroxylin A  ,Baicalein  ,Chrysin ,7-Glucuronides, Biochanin A ,Ellagic acid , Puunetin ,B-sitosterols ,b-Methylbailein  ,Lapachol
ส่วนรากเจอสาร  Oroxylin A  ,  Baicalein , Chrysin, Pterocarpan , Rhodioside  ,D-Galatose ,Sitosterol
ที่มา : wikipedia
ส่วนคุณประโยชน์ทางโภชนาการของด้วยเหตุว่านั้นมีดังนี้
คุณประโยชน์ทางโภชนาการในยอดอ่อนเพกา (100 กรัม) พลังงาน 101 กิโลแคลอรี โปรตีน 6.4 กรัม ไขมัน 2.6 กรัม คาร์โบไฮเดรต 13.0 กรัม วิตามินบี1 0.18 มก. วิตามินบี2 0.69 มก.และก็วิตามินบี3 2.4 มก.  ฝักอ่อนของเพกา (ต่อน้ำหนัก 100 กรัม) วิตามินซี 484 มก. วิตามินเอ 8,200 มิลลิกรัม แคลเซียม 13 มิลลิกรัม, ฟอสฟอรัส 4 มิลลิกรัม, โปรตีน 0.2 กรัม, คาร์โบไฮเดรต 14 กรัม, ไขมัน 0.5 กรัม, เส้นใย 4 กรัม
ผลดี/คุณประโยชน์  ประโยชน์ซึ่งมาจากเพกานั้นส่วนมากนิยมเอามารับประทานเป็นของกิน อาทิเช่น ฝักอ่อน อายุฝักราว 1 เดือน (ที่ขนาดไม่ใหญ่มากนัก สามารถใช้เล็บมือจิกลงไปได้) จัดเป็นผักประจำถิ่นที่นิยมเอามารับประทานด้วยการลวกหรือย่างไฟ คู่กับน้ำพริก รายการอาหารลาบต่างๆแล้วก็ซุปหน่อไม้ ซึ่งฝักอ่อนนี้ เมื่อกินจะมีรสขมอ่อนๆดังนี้ การย่างไฟ นิยมย่างไฟจากเตาถ่าน แต่บางทีอาจย่างจากไฟลุกไหม้ก็ได้ โดยย่างให้เปลือกฝักอ่อนร้อน แล้วก็อ่อนตัวจนถึงไหม้เกรียมเป็นสะเก็ดดำ แล้วค่อยขูดสะเก็ดดำออก ก่อนนำมาหั่นรับประทาน    ใบ รวมทั้งยอดอ่อน ชาวบ้านนิยมนำมากินดิบหรือลวกหรือปิ้งไฟ คู่กับน้ำพริก ซุปหน่อไม้ และรายการอาหารลาบต่างๆรวมทั้งนำมาผัดใส่กุ้ง หรือยำใส่กระเทียมเจียว ทั้งนี้ ใบอ่อน รวมทั้งยอดอ่อน มักไม่นิยมเด็ดมารับประทานมากนัก เพราะต้องให้ยอดเติบโต และติด ดอกบานนิยมเอามาลวกเท่านั้น เนื้อดอกเมื่อลวกแล้วจะมีความอ่อนนุ่ม แล้วก็ให้รสขมน้อยกว่าฝักอ่อน แล้วก็ยอดอ่อน นับได้ว่าเป็นส่วนที่อร่อยมากที่สุด และชอบใช้สำหรับกินคู่กับน้ำพริก ส่วนการใช้คุณประโยชน์อื่นๆนั้น ดังเช่นว่า แก่นไม้เพกา ในบางพื้นของภาคอีสาน นิยมใช้เผาถ่านสำหรับทำผงถ่านผสมทำดินปืนหรือดินบั้งไฟ ทั้งนี้ สามารถเผาเป็นถ่านได้ในรูปไม้สด เพราะเหตุว่าเนื้อไม้สดค่อนข้างจะแห้งอยู่แล้ว และเผาในรูปขอนไม้แห้ง ซึ่งเผาได้ง่ายกว่า แต่ว่าปัจจุบัน ไม่ค่อยนิยมแล้ว เพราะว่า ต้นเพกาในอีสานหายากขึ้น รวมทั้งหันมาใช้ไม้ยูคาลิปตัสแทน ส่วนฝักเพกาแก่ นิยมเอามาตากแห้ง รวมทั้งส่งออกต่างชาติเพื่อใช้ทำยาสมุนไพร สามารถทำรายได้ให้แก่เกษตรกรได้ นอกจากนี้ชาวกะเหรี่ยงยังใช้เปลือกต้นเพกาย้อมผ้าให้ได้สีเขียวอีกด้วย
ยิ่งไปกว่านี้เพกายังมีคุณประโยชน์ทางยาอีกด้วย ดังต่อไปนี้  ตำราเรียนยาไทย  ใช้  เม็ด ต้มน้ำกิน แก้ไอแล้วก็ขับเสมหะ ใช้เป็นยาระบาย เม็ดแก่ มีรสขม เป็นยาระบาย แก้ไอ ขับเสลด เมล็ดแห้ง ทำน้ำจับเลี้ยงแก้ร้อนใน หิวน้ำ ฝักแก่ มีรสขมกินได้ แก้ร้อนในอยากดื่มน้ำ ช่วยเจริญอาหาร หยุดไอ ฝักอ่อน มีรสขมร้อน ใช้เป็นยาขับลม
ใบ มีรสฝาดขม ต้มน้ำกินแก้ปวดท้อง เจริญอาหาร แก้ปวดข้อต่างๆ
เปลือกต้น -รสฝาดเย็น รวมทั้งขมบางส่วน เป็นยารักษาแผล ทำน้ำเหลืองให้ปกติ ขับน้ำเหลืองเสีย ขับเลือดดับพิษโลหิต บำรุงโลหิต แก้เสลดจุกคอ ขับเสลด แก้บิด แก้อาการจุกเสียด
ราก   มีรสฝาดเย็น ขมบางส่วน ใช้บำรุงธาตุ ทำให้เกอดน้ำย่อยอาหาร เจริญอาหาร   แก้ท้องเสีย แก้บิด แก้ไข้สันนิบาต
เพกาทั้งยัง 5    คือการใช้ส่วนราก ใบ ดอก ผล ต้น รวมกันจะมีรสฝาดเย็น มีคุณประโยชน์สมานแผล แก้อักเสบบวม แก้ท้องเดิน บำรุงธาตุ แก้น้ำเหลืองเสีย แก้ไข้เพื่อลม เพื่อเลือด

แบบ/ขนาดการใช้
ตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข      นำเปลือกต้นฝนกับน้ำปูนใสทาแก้อาการบวม ฟกช้ำ และก็ อักเสบ  หรือนำเปลือกเพกาฝนทารอบๆฝีแก้ปวดฝี        เปลือกต้นตำผสมกับสุรา     ใช้เป็นยากวาดประสะพิษซางเด็กรูปแบบเม็ดเหลือง      แก้ละอองขึ้นในปาก คอลิ้น แก้ละอองไข้     ใช้ฉีดพ่นตามตัวคนคลอดลูกที่ทนการอยู่ไฟมิได้ ทำให้ผิวหนังชา     ทารอบๆฝี แก้ปวดฝีทาแก้อาการฟกบวมอักเสบ  เปลือกต้นสดตำผสมกับน้ำส้ม  (ซึ่งได้จากรังมดแดง) หรือเกลือบก    รับประทานขับลมในลำไส้ แก้จุกเสียด แก้บิด แก้อาเจียนไม่หยุด    กินแก้เสมหะจุกคอ (ขับเสลด) ขับเลือดเน่าในเรือนไฟ บำรุงเลือด
นอกนั้น ช่วยรักษาโรคโรคเบาหวาน ด้วยการใช้เปลือกเพกา เปลือกต้นไข่เน่า ใบไข่เน่า แก่นลั่นทม บอระเพ็ด ใบเลี่ยน รากต้นหญ้าคา รวม 7 อย่าง น้ำหนักอย่างละ 2 บาท นำมาต้มกับน้ำกินทีละ 1 แก้วเล็ก ก่อนที่จะรับประทานอาหาร ตอนเช้าและก็เย็น  ช่วยแก้รวมทั้งบรรเทาอาการไอ และขับเสลดโดยใช้เม็ดแก่เพการาวครึ่งกำมือถึงหนึ่งกำมือ (1.5 – 3 กรัม) ใส่เอาไว้ข้างในหม้อที่เติมน้ำ 300 มิลลิลิตร แล้วต้มไฟอ่อนๆกระทั่งเดือดราวๆ 1 ชั่วโมง แล้วนำมาดื่มทีละ 1 แก้ว เช้าตรู่ ช่วงเวลากลางวัน เย็น กระทั่งอาการจะดีขึ้น  แก้โรคไส้เลื่อน ด้วยการใช้เปลือกต้นเพกา รากเขยตาย ต้นหญ้าตีนนก เอามาตำรวมกันให้ถี่ถ้วน แล้วนำไปละลายกับน้ำข้าวถู ใช้ขนไก่ชุบพาด นำมาทาลูกอัณฑะ
การศึกษาทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์ต้านทานการอักเสบ     ฟลาโวนอยด์ที่สกัดจากเพกาสามารถลดการอักเสบในเท้าของหนูเม้าส์ที่ถูกรั้งนำให้บวมด้วย dextran แล้วก็จะส่งผลลดบวมเพิ่มมากขึ้นเมื่อใช้ร่วมกับ a-chymotrypsin  สารสกัดจากเปลือกต้นเพกามีฤทธิ์ลดการอักเสบในหนูที่ถูกกระตุ้นให้เกิดการอักเสบด้วยอัลบูมินจากไข่  ฟอร์มาลิน และก็ฮีสตามีน แต่ว่าไม่มีผลในหนูที่ถูกกระตุ้นด้วยซีรัมจากม้า หรือไซลีน (xylene)  นอกเหนือจากนี้ยังพบว่าสารสกัดจากเปลือกมีฤทธิ์ลดการแพ้ในหนูที่กระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดภูมิแพ้ได้มากกว่าหนูธรรมดา
           จากการเรียนรู้ฤทธิ์ต้านทานการอักเสบในหลอดทดลอง พบว่าสารสกัดจากเปลือกต้นเพกามีฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบโดยยับยั้งสารภายในร่างกายที่กระตุ้นให้เกิดการอักเสบ คือ PGE2 รวมทั้ง NF-kB และยังออกฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระเมื่อทดลองด้วยการขัดขวางขั้นตอนการออกซิเดชันของไขมัน (lipid-peroxidation)  ยิ่งไปกว่านี้ยังพบว่าสารสกัดด้วยไดคลอโรมีเทนจากเปลือกต้น และก็รากมีฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบโดยยั้งโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี 5-lipoxygenase และพบว่าสาร lapachol ที่สกัดได้จากเปลือกต้นและก็รากของเพกาก็มีฤทธิ์ยั้งโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี 5-lipoxygenase ได้เช่นเดียวกัน โดยมีฤทธิ์ใกล้เคียงกับ fisetin ซึ่งใช้เป็นสารมาตรฐานสำหรับการทดสอบฤทธิ์ต้านการอักเสบ  นอกจากนี้ยังพบว่าสารสกัดด้วยน้ำจากเปลือกยังสามารถลดการอักเสบได้โดยลดการหลั่งโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี myeloperoxidase
ฤทธิ์ต้านทานเชื้อแบคทีเรียแล้วก็แก้ท้องเสียสารสกัดไดคลอโรมีเทนของเปลือกต้น และก็รากของเพกา มีฤทธิ์ต่อต้านเชื้อแบคทีเรียได้หลายสายพันธุ์ดังเช่นว่า Bacillus subtilis, Staphylococcus aureus, Escherichia coli และ Pseudomonas aeruginosa และก็ยังมีฤทธิ์ต่อต้านเชื้อราCandida albicans และก็พบสาร lapachol ที่สกัดได้จากเปลือกต้นและรากของเพกา มีฤทธิ์ต้านเชื้อ B. subtilis และก็ S. aureus ได้เทียบเท่ากับยา streptomycin  สารสกัดเพกาทั้งยังต้นด้วยการต้ม ไม่มีฤทธิ์ต้านทานเชื้อแบคทีเรีย Salmonella typi type 2 (ค่า MIC พอๆกับ 125 มก./มิลลิลิตร) แต่ว่ามีฤทธิ์อย่างอ่อนต่อเชื้อ Staphylococcus aureus (ค่า MIC เท่ากับ 15.13 มก./มล.) (2) สารสกัดจากฝักด้วยเอทานอล (80%) ขนาด 12.5 มิลลิกรัม/มิลลิลิตร มีฤทธิ์ไม่แน่นอนต่อเชื้อ S. aureus และ Escherichia coli
สำหรับสารสกัดจากตำรับยาเหลืองปิดสมุทรซึ่งมีเปลือกเพกาเป็นองค์ประกอบ และก็ใช้ทุเลาอาการท้องร่วงที่ไม่ได้มีต้นเหตุมาจากการต่อว่าดเชื้อ พบว่ามีฤทธิ์ลดอาการท้องเสียในหนูเม้าส์ที่ทำให้ท้องร่วงด้วยน้ำมันละหุ่ง และก็มีฤทธิ์ยั้งการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อเรียบในลำไส้เล็กขิงหนูตะเภา  ยิ่งไปกว่านี้ยังมีฤทธิ์ทำลายเชื้อแบคทีเรียที่นำมาซึ่งอุจจาระร่วง 6 สายพันธุ์ในหลอดทดลองหมายถึงBacillus cereus ATCC 14579, Escherichia coli ATCC 25922, Salmonella typhimurium ATCC 11331, Shigella flexneri  DMSC 1130, Staphylococcus aureus ATCC 25923, Vibrio parahaemolyticus DMST 5665 และ แบคทีเรียที่แยกได้จากอาหาร โดยสารสกัดด้วยน้ำจะออกฤทธิ์ดีมากกว่าสารสกัดด้วยแอลกอฮอล์แล้วก็สารสกัดของสมุนไพรโดดเดี่ยวแต่ละชนิดที่เป็นส่วนประกอบในตำรับยานี้
ฤทธิ์ต้านทานการยุบเกร็งกล้าม  สารสกัดฝักเพกาด้วยเอทานอลรวมทั้งน้ำ (1:1) มีฤทธิ์ต่อต้านการยุบเกร็งของกล้ามเนื้อของลำไส้เล็ก เมื่อทำการทดลองในหนูตะเภาที่ถูกทำให้มีการเกิดการยุบเกร็งของกล้ามเนื้อส่วนลำไส้เล็กด้วย acetylcholine รวมทั้ง histamine
ฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระ การเล่าเรียนใช้สารสกัดจากใบเพกาสำหรับในการต้านสารอนุมูลอิสระ DDPH รวมทั้งยับยั้งสารอนุมูลอิสระ Nitric Oxide พบว่า สารสกัดสามารถออกฤทธิ์ยั้งในค่า IC50 = 24.22 ไมโครกรัม/มิลลิลิตร และก็ ค่า IC10 = 129.81 ไมโครกรัม/มิลลิลิตร ของสารทั้ง 2 ตามลำดับ
ฤทธิ์ต้านทานโรคมะเร็ง การศึกษาทดสอบสารสกัดจากเพกาชื่อ Baicalein สำหรับการต้านทานเซลล์ของมะเร็ง HL-60 พบว่า สาร Baicalein สามารถยั้งเซลล์ของมะเร็ง HL-60 ได้มากกว่าร้อยละ 50 ด้านใน 36-48 ชั่วโมง
การศึกษาเล่าเรียนทางพิษวิทยา
การทดลองความเป็นพิษ มีการทดสอบกรอกสารสกัดรากเพกาด้วยน้ำร้อนแก่หนูเพศผู้ในขนาด 1 โมล/กก. มีแถลงการณ์ว่าทำให้มีการเกิดพิษ Dhar รวมทั้งภาควิชา กระทำทดสอบฉีดสารสกัดฝักเพกาด้วยเอทานอลและน้ำ (1:1) และสารสกัดรากเพกาด้วยเอทานอลและน้ำ (1:1) เข้าช่องท้องหนู พบว่าสารสกัดในขนาดสูงสุดที่หนูสามารถทนได้ (maximum tolerated dose)หมายถึง100 มิลลิกรัม/กิโลกรัม รวมทั้ง 1 ก./กก. ตามลำดับ (4) ธีระยุทธ ได้กระทำการทดลองความเป็นพิษกระทันหันของสารสกัดเปลือกเพกาด้วยเอทานอล (70%) โดยการฉีดเข้าช่องท้องแล้วก็กรอกลงกระเพาะหนูถีบจักรในขนาด 100 มก./กก.น้ำหนักตัว พบว่าสารสกัดไม่นำไปสู่พิษฉับพลันในหนู และเมื่อทดลองความเป็นพิษทันควันโดยใช้สารสกัดในขนาดสูงมากขึ้นเป็น400 และ 800 มก./กิโลกรัมน้ำหนักตัว พบว่าสารสกัดไม่นำมาซึ่งพิษฉับพลันเมื่อให้โดยการกรอกลงกระเพาะหนู แต่ทำให้เกิดพิษทันควันได้เมื่อฉีดเข้าช่องท้องในขนาด 800 มก./กก. สำหรับความเป็นพิษครึ่งเฉียบพลันของสารสกัด พบว่าเมื่อกรอกสารสกัดลงกระเพาะหนูถีบจักรในขนาด 400 และ 800 มก./กิโลกรัมน้ำหนักตัว ทุกเมื่อเชื่อวันตรงเวลา 30 วัน  พบว่าไม่กระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดพิษฉับพลันในหนู
รวมทั้งเมื่อป้อนสารสกัดจากตำรับยาเหลืองปิดสมุทรขนาด 5 กรัม/โล ครั้งเดียวให้หนูแรท พินิจการกระทำภายใน 14 วัน ไม่พบพิษแบบกะทันหันและก็ความผิดแปลกของอวัยวะภายใน แล้วก็เมื่อให้สารสกัดขนาด 1, 2 แล้วก็ 4 กรัม/กิโลกรัม/วัน แก่สัตว์ทดลองติดต่อกันตรงเวลา 90 วันไม่เจอพิษแบบครึ่งเรื้อรัง ไม่พบความไม่ดีเหมือนปกติของน้ำหนักตัว ค่าตรวจทางเลือดวิทยา และทางวิชาชีวเคมี และความเคลื่อนไหวในพยาธิวิทยาของอวัยวะภายใน  สำหรับตำรับยารักษาโรคมะเร็งที่ประกอบด้วยเพกา ชุมเห็ดเทศ (Senna alata (L.) Roxb.) และยาเขียว (Thunbergia laurifolia Lindl.) ซึ่งออกฤทธิ์ต่อต้านมะเร็งในหลอดทดสอบ ก็พบว่ามีความปลอดภัยสำหรับในการทดสอบความเป็นพิษแบบกระทันหันในสัตว์ทดลอง
ฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ จากการทดลองฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ โดยแนวทาง Ames’ test จากผลการทดสอบพบว่าสารสกัดในขนาดสูงสุดที่ทำงานทดสอบ (2 มิลลิกรัม/จานเพาะเชื้อ) กับ Salmonella typhimurium สายพันธุ์ TA98 รวมทั้ง TA100 พบว่าไม่มีคุณลักษณะสำหรับในการนำไปสู่การ กลายพันธุ์ อมรศรี แล้วก็แผนก พบว่าสารสกัดเพกาที่ได้จากการต้มมีฤทธิ์ต่อต้านการกลายพันธุ์ เมื่อทดสอบโดยแนวทาง Ames’ test
การคาดการณ์ความเป็นพิษของสารสกัดจากเพกาโดยแนวทาง somatic mutation and recom bination test ในแมลงหวี่ พบว่าสารสกัดเพกาในขนาด 120 มิลลิกรัม/มิลลิลิตร สามารถส่งผลให้เกิด somatic mutation ได้  โดยพบว่าแมลงหวี่ที่ได้รับสารสกัดมีจำนวนจุดบนปีกน้อยลง เมื่อเปรียบเทียบกับแมลงหวี่กรุ๊ปควบคุม และก็มีรายงานว่าส่วนสกัดอัลกอฮอล์ของเพกาเมื่อนำมาทำปฏิกิริยากับเกลือไนไตรท์ในสถานการณ์ห้อมล้อมที่เป็นกรดแล้วนำมาทดสอบการกลายพันธุ์ พบว่าสินค้าที่เกิดขึ้นมีฤทธิ์ก่อการกลายพันธุ์
ข้อแนะนำ/ข้อควรพิจารณา

  • หญิงมีครรภ์ไม่ควรกินฝักอ่อนของเพกา เนื่องจากมีฤทธิ์ร้อน โดยอาจจะก่อให้แท้งบุตรได้
  • ต้องระวังสำหรับการใช้เพการ่วมกับยากลุ่มต้านการแข็งตัวของเกร็ดเลือด เป็นต้นว่า แอสไพริน (aspirin) ,วาฟาริน (warfarin) , สารสกัดแปะก๊วย (Ginko biloba)
  • เพกาเป็นสมุนไพรที่มีฤทธิ์ร้อนอาจจะก่อให้เกิดผลข้างเคียงได้ อย่างเช่น มีการระคายกระเพาะได้

    เอกสารอ้างอิง

  • ธีระยุทธ กลิ่นสุคนธ์.  รายงานความก้าวหน้าโครงการวิจัยสมุนไพรที่ใช้รักษาโรคเขตร้อน (ครั้งที่ 1): โครงการย่อย “การวิจัยด้านพิษวิทยา”.  การสัมมนาเรื่อง “การพัฒนาการใช้สมุนไพรทางคลินิก และการวิจัยทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของสมุนไพร ที่ใช้รักษาโรคเขตร้อน” 26-27 ก.พ. 2530, มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • เพกา.สมุนไพรทีใช้ในงานสาธารณสุขมูลฐาน.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล
  • จีรเดช มโนสร้อย วรพงษ์ กิจดำรงธรรม ปราโมทย์ เสถียรรัตน์ อรัญญา มโนสร้อย. การทดสอบความเป็นพิษแบบเฉียบพลันของสารสกัดตำรับยารักษาโรคมะเร็งที่คัดเลือกจากฐานข้อมูลตำรายาสมุนไพรไทย มโนสร้อย 2. วารสารการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก 2553;8(2):54.
  • อมรศรี ช่างปรีชากุล อริศรา เวชกัลยามิตร มาลิน จุลศิริ ปัญญา เต็มเจริญ.  การต้านสารก่อกลายพันธุ์ของสารสกัดน้ำจากพืช สมุนไพรชนิดที่สามารถนำมาปรุงเป็นเครื่องดื่ม. Special project, Faculty of pharmacy, Mahidol university,1991.
  • เพกา.ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์มหิทยาลัยอุบลราชธานี
  • Ali RM, Houghton PJ, Raman A, Hoult JRS.  Antimicrobial and antiinflammatory activities of extracts and  constituents of Oroxylum indicum (l.) Vent.  Phytomedicine 1988;5(5):375-81.
  • เพกา.สมุนไพรที่มีการใช้ในผู้ป่วยติดเชื้อและผู้ป่วยเอดส์.สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล
  • อุดมการณ์ อินทุใส และปาริชาติ ทะนานแก้ว . สมุนไพรไทย ตำรับยา บำบัดโรค บำรุงร่างกาย.2549.
  • ธีระยุทธ กลิ่นสุคนธ์.  รายงานความก้าวหน้าโครงการวิจัยสมุนไพรที่ใช้รักษาโรคเขตร้อน (ครั้งที่ 2): โครงการย่อย “การวิจัยด้านพิษวิทยา”.  การสัมมนาเรื่อง “การพัฒนาการใช้สมุนไพรทางคลินิกและการวิจัยทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของสมุนไพรที่ใช้รักษาโรคเขตร้อน” 26-27 ก.พ. 2530, มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • เพกา/ลิ้นฟ้า สรรพคุณและการปลูกเพกา.พืชเกษตรดอทคอมเว็บเพื่อพิชเกษตรไทย http://www.disthai.com/
  • นพมาศ สุนทรเจริญนนท์. การพัฒนาตำรับยาแผนโบราณเพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน. การสัมมนาเรื่อง “การเผยแพร่ผลงานวิจัยด้านสมุนไพรสู่ระดับอุตสาหกรรม ครั้งที่ 2”, 19-20 มีนาคม ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ, 2552.
  • ขวัญฤทัย คำฝาเชื้อ.2551.พฤกษศาสตร์พื้นบ้านของชาวกะเหรี่ยง ที่ตำบลบ้านจันทร์และแจ่มหลวง อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ .วิทยานิพนธ์(วิทยาศาสตร์มหาบัณฑิต) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.271 หน้า
  • Glinsukon T. Toxicological report. Symposium on Development of Medicinal Plants for Tropical Diseases, 26-27 February, Bangkok, Thailand, 1987. p.110-4.
  • เพกา.กลุ่มยาแก้โรคบิด ท้องเดิน ท้องร่วง โรคกระเพาะ.สรรพคุณสมุนไพร 200 ชนิด .โครงการอนุรักษ์พันธุกรมมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพฯรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี.
  •   Siriwatanametanon N, Fiebich BL, Efferth T, Prieto JM, Heinrich M. Traditional Used Thai Medicinal Plants: In Vitro Anti-inflammatory, anticancer and Antioxidant Activities. J Ethnopharmacol 2010; 130:196-207.
  • Golikov PP, Brekhman II. Pharmacological study of a liquid extract from the bark of Oroxylum indicum.  Rastit, Resur 1967; 3(3): 446.
  • พัฒน์ สุจำนงค์.  ตำรายาไทย-จีนยากลางบ้าน ยาสมุนไพร และยาแผนโบราณ.  ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แพร่วิทยา, 2524. หน้า 363.
  •   Chen CP, Lin CC, Namba T.  Development of natural crude drug resources from Taiwan. (VI). In vitro studies of the inhibitory effect on 12 microorganisms.  Shoyakugaku Zasshi 1987; 41(3):215-25.
  • แก้ว กังสดาลอำไพ วรรณี โรจนโพธิ์. การประเมินฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ของสมุนไพรไทยในรูปของยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข และสมุนไพรบางชนิด โดยวิธีเอมส์

11

ถั่งเช่า
ทานถั่งเช่าได้ผลภายในกี่วัน
-ถั่งเช่า ช่วยรักษาผู้ที่มีลักษณะจากการที่สืบเนื่องมาจากการเป็นโรคไตตัวอย่างเช่นอาการ ปวดหลัง ปัสสาสะบ่อยมาก ฯลฯ
-ช่วยเพิ่มความฟิตให้กับร่างกายของนักกีฬาได้อย่างดีเยี่ยม โดยยิ่งไปกว่านั้นนักกีฬาประเภทวิ่งแข็ง หรือนักกีฬาที่ใช้ภาระหน้าที่กำลังเป็นอันมาก
-ช่วยเพิ่มสมรรถนะเพศได้เป็นอย่างดีเนื่องจาก ถั่งเช่านั้นช่วยให้เลือดเข้าไปหล่อเลี้ยงที่ของลับได้มากขึ้น-สมุนไพร ถั่งเช่าช่วยให้น้ำเชื้ออสุจิแข็งแร็ง
-ถั่งเช่า ช่วยลด และต่อต้านอนุมูอิสระภายในร่างกาย ช่วยยั้งและก็ชะลอความแก่ได้ รวมทั้งซ่อมแซมเซลต่างๆที่เสื่อมภายในร่างกาย
-ช่วยเพิ่มความจำ แล้วก็คุ้มครองปกป้องโรคสมองเสท่อมได้
-ช่วยลดอาการใจสั่น และหัวใจเต้นเร็ว ที่เป็นผลมาจากโรคที่เกิดขึ้นและมีปัญหาเกี่ยวกับความดันเลือด
-ช่วยขยายเส้นโลหิต ช่วยเพิ่มระดับออกสิเจนในเลือด รวมทั้งช่วยทำให้เลือดมีระบบไหลเวียนที่ดียิ่งขึ้น
-ช่วยยั้งเชื้อร้ายอย่างแบคทีเรียในร่างกายได้กระทั่งเชื้อแบคทีเรียที่รุนแรงอย่างวัณโรคก็ตาม
-ถั่งเช่า ช่วยทำให้เลือดลมของสุขภาพสตรีเดิน รอบเดือนมาธรรมดา รวมทั้งยังช่วยให้สุขภาพสตรีมีความพร้อมเพรียงที่จะมีบุตรเยอะขึ้นเรื่อยๆดด้วย
-ช่วยต้านโรคมะเร็ง ด้วยเหตุว่าสารคอร์ไดเซปินใน ถั่งเช่าเป็นสารต่อต้านโรคมะเร็งทำให้ยั้งการเป็นวัณโรคมะเร็งได้ รวมถึงช่วยไม่ให้คนเจ็บโรคมะเร็งที่หายแล้วกลับมาเป็นอีก
สารออกฤทธิ์ที่สำคัญของถั่งเช่า
ที่ตัวของ สมุนไพร ถั่งเช่านั้นมีสรรพคุณต่างๆมากมายเพราะในตัวของถั่งเช่า มีสารออกฤทธิ์สำคัญนั้นเอง ขึ้นรถออกฤทธิ์ที่สำคัญของถั่งเช่าที่ค่อนข้างเป็นอระโยชน์รวมทั้งได้รับการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์แล้วมีดังนี้
1.สาร Cordycepin งานเรียนทดสอบพบว่าสารตัวนี้สามารถ ช่วยแก้อาการอ่อนแรง บำรุงกำลัง ต่อต้านเชื้อโรคช่วยให้การไหลเวียนเลือด บำรุงเลือด บำรุงหัวใจ ต้านการโตของเซลล์มะเร็ง บำรุงไต รักษาโรคไตอักเสบ บำรุงระบบแพร่พันธุ์ ปรับสมดุลร่างกาย แล้วก็ เสริมภูมิคุ้มกัน
2.สาร Nitric oxides สารตัวนี้เป็นสารที่ช่วยกรรมวิธีการแข็งตัวของอวัยวะสืบพันธุ์ชายให้ทำงานดียิ่งขึ้น แข็งเร็ว และก็ นานขึ้น มันจะออกฤทธิ์สำหรับการขยายหลอดเลือดให้เข้าสู่องคชาติเพิ่มมากขึ้น ถั่งเช่า ให้การแข็งตัวของของลับนานขึ้นอย่างสมบูรณ์
3.สาร Adrenaline สารตัวนี้เป็นสารที่ช่วยเพิ่มพลังงานให้กับร่างกาย มันจะมีผลให้สุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงขึ้น ไม่มีอาการเหน็ดเหนื่อย และก็สามารถนอนได้อย่างเต็มเปี่ยมหลับเต็มอิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งยังยังสามารถช่วยชะลอความแก่ให้กับคนอย่างพวกเราๆได้อีกด้วย
4.สารPolysaccharide สารตัวนี้เป็นสารที่ช่วยเสริมภูมิต้านทานให้กับร่างกายของผู้คน มันจะสร้างกลไกการป้องกันโรค รวมทั้งคุ้มครองปกป้องการเกิดโรคมะเร็งได้เป็นอย่างดี
ตัวอย่างงานศึกษาค้นคว้าและการวิจัยเล็กน้อยที่เกี่ยวโยงกับฤทธิ์ของ ถั่งเช่าในทางเภสัชวิทยา โดยที่เป็นงานศึกษาเรียนรู้ในตัวของคน ดังต่อไปนี้
-จากการค้นคว้าเกี่ยวกับกรณีของฤทธิ์จาก ถั่งเช่าที่ส่งผลกระตุ้นสมรรถทางเพศของเพศชายจากปริมาณตัวอย่างทั้งมวล 22 คน ผลปรากฏว่า ฤทธิ์ของ ถั่งเช่านั้นสามารถช่วยเพิ่มสเปิร์มในเชื้อน้ำเชื้อของผู้ชายจากกลุ่มของตัวอย่างได้ถึง33%รวมทั้งยังสามารถช่วยลดจำนวนสเปิร์มที่อ่อนแอ หรือไม่ธรรมดาลงในเชื้อน้ำเชื้อของเพศชายจากกลุ่มตัวอย่าง29%จากการที่เพียงแค่ให้เพศชายจากกลุ่มทดลองนี้กิน ถั่งเช่าแค่เป็นอาหารเสริมเท่านั้น นอกนั้นยังมีอีกหนึ่งตัวอย่างตัวอย่างด้วยกันที่เป็นการวิจัยเกี่ยวกับสมรรถภาพทางเพศ เป็นมีการให้กลุ่มทดลองทั้งหมดศ คือมีการให้กลุ่มตัวอย่างทั้งหมดศชาย แล้วก็ผู้หญิงจำนวน 189 คน ที่มีภาวะอารมณ์ทางเพศน้อยลงได้ลองรับประทาน ถั่งเช่าผลปรากฏว่า สามารถช่วยทำให้กลุ่มของตัวอย่างทั้งสิ้นศชาย แล้เพศหญิงนั้นให้กลับมามีอารมณ์ทางเพศที่มากขึ้นได้ถึง 66%
-จากการศึกษาค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับกรณีของฤทธ์จาก สมุนไพร ถั่งเช่าที่มีผลช่วยลดน้ำตาลในเลือด ค้นพบว่าถั่งเช่านั้นสามารถช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้สูงสุดถึง 95% โดยทานถั่งเช่าแค่เพียงวันละ 3 กรัมเพียงแค่นั้น โดยแตกต่างจากกลุ่มที่ยังคงรักษาด้วยยาแผนปัจุบันอย่างสิ้นเชิง เพราะว่าการควบคุมระดับน้ำตาลจากยาแผนปัจจุบันนั้นสามารถคุมระดับน้ำตาลเพียงแค่ได้เพียงแต่ 54 % เท่านั้น

ถั่งเช่าสายพันธุ์ไหนที่ดีเยี่ยมที่สุด?[/size][/b]
ถั่งเช่ามีมากหลากหลายประเภท นานัปการสายพันธุ์ แล้วก็จากหลายพื้อที่ ทั้งยังแบบเกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ แล้วก็แบบที่เกิดขึ้นจากกระบวนการเพาะเลี้ยง ส่วนถั่งเช่าสายพันธ์ไหนที่แพงที่สุดในโลกนั้นก็อาจจำต้องกล่าวว่าเป็นถั่งเช่าสายพันธ์ประเทศทิเบต ต้นเหตุก็เนื่องจากว่าหายาก แม้กระนั้นในตอนนี้ได้มีหลักฐานการตรวจสอบแล้วก็พบว่าสารออกฤทธิ์สำคัญสำหรับเพื่อการรักษาโรคของเห็ดถั่งเช่าสีทองคำ(ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่เพาะเลี้ยงได้ง่าย) มีมากกว่าถั่งเช่าประเทศทิเบตหลายเท่า ยิ่งไปกว่านี้การที่เห็ดถั่งเช่าสีทองคำสามารถเพาะเลี้ยงได้ทให้สามารถควบคุมสารเจือปนแล้วก็โลหะหนักให้เป็นไปตามมาตรฐานได้ง่ายกว่าถั่งเช่าประเทศทิเบตที่เก็บมาจากธรรมชาติ
-เกรดของถั่งเช่า
นอกเหนือจากถั่งเช่ามีหลายสายพันธุ์แล้ว ถั่งเช่ายังมีหลายเกรดอีกด้วย โดยหลักๆที่พบในตอนนี้และตามท้องตลาดก็จะมี 2 เกรดร่วมกันดังต่อไปนี้
-เกรด AAA –ถั่งเช่าเกรด AAA คือ ถั่งเช่าที่ได้รับการคัดสรรมาอย่าดีว่าเป็น ถั่งเช่าที่มีสาระ รวมทั้งสารอาหารมากว่า ถั่งเช่าธรรมดา รวมทั้งเป็น ถั่งเช่าที่มีขนาดมาตรฐาน แล้วก็ถูกเก็บมาในช่วงเวลาที่ถูกต้อง
-เกรด A-ถั่งเช่าเกรด Aหมายถึงสมุนไพร ถั่งเช่าที่มีคุณลักษณะเกือบจะเหมือนถั่งเช่าเกรด AAA ทุกสิ่ง เพียงแต่ว่าขนาดของมันนั้นไม่ได้มาตรฐานเพียงเท่านั้น
นอกจากถั่งเช่า 2 เกรดที่ว่ามาแล้วนั้นยังมีเกรดอื่นๆแม้กระนั้นไม่เป็นที่ชื่นชอบในตลาด ที่นิยมก็มีเพียงแค่ 2 เกรดสำคัญๆแค่นั้น เพื่อให้เกิดความปลอดภัยพวกเราควรซื้อ ถั่งเช่าจากร้านขายยา หรือสมุนไพรจีนที่เปิดให้บริการมาอย่างนาน หรือร้านค้าที่เป็นที่ชื่นชอบกับคนทั่วๆไป ดังนี้นั้นก็เพื่อก็เพื่อความสบายใจรวมทั้งจะได้ไม่ถูกหลอกให้ซื้อของเลียนแบบนั้นเอง

Tags : สมุนไพรถั่งเช่า

12

ต้นหญ้าหนวดแมว
ชื่อสมุนไพร  ต้นหญ้าหนวดแมว
ชื่ออื่นๆ/ชื่อแคว้น  พยับเมฆ (จังหวัดกรุงเทพ) บางรักป่า (จังหวัดประจวบคีรีขันธ์), อีตู่ป่า (เพชรบุรี) หญ้าหนวดเสือ
ชื่อสามัญ Kidney tea plant, Cat’s whiskers, Java tea, Hoorah grass
ชื่อวิทยาศาสตร์ Orthosiphon aristatus (Blume) Miq.
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์  Orthosiphon grandiflorus Bold. ,Orthosiphon stamineus Benth.
ตระกูล Lamiaceae หรือ Lamiaceae
บ้านเกิด  ต้นหญ้าหนวดแมวจัดเป็นพืชป่าในเขตร้อนชื้นมีถิ่นเกิดแถวทวีปเอเชียใต้แถบอินเดีย , บังคลาเทศ , ศรีลังกาแล้วก็ทางตอนใต้ของจีนแล้วมีการกระจายพันธุ์ไปสู่ในประเทศเขตร้อนที่ใกล้เคียง (ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้) ตัวอย่างเช่น เมียนมาร์ ไทย ลาว เขมร มาเลเซีย อื่นๆอีกมากมาย ในประเทศไทย มีการนำต้นหญ้าหนวดแมวมาเป็นสมุนไพรรักษาโรคนิ่วและก็ขับเยี่ยวมานานแล้ว ตราบจนกระทั่งในตอนนี้มีการวิจัยเกี่ยวกับต้นหญ้าหนวดแมวว่าสามารถบำบัดรักษาโรคและสภาวะต่างๆได้มากมายหลายโรคก็เลยทำให้ความชื่นชอบในการใช้หญ้าหนวดแมวมากเพิ่มขึ้น
ลักษณะทั่วไป   หญ้าหนวดแมวมีลักษณะ ต้น เป็นไม้พุ่มล้มลุก ขนาดเล็ก เนื้ออ่อน สูง 30-60 ซม. แก่ยาวนานหลายปี ลำต้นแล้วก็กิ่งไม้ค่อนข้างจะเป็นสี่เหลี่ยมเห็นได้ชัดเจน มีสีม่วงแดง และมีขนนิดหน่อย แตกกิ่งก้านสาขามากมาย โคนต้นอ่อนโค้ง ปลายตั้งตรง ตามยอดอ่อนมีขนกระจัดกระจาย ใบเป็นโดดเดี่ยว ออกตรงข้าม สีเขียวเข้ม รูปไข่ หรือรูปสี่เหลี่ยมข้ามหลามตัด ตามเส้นใบมักมีขน กว้าง 2-5 เซนติเมตร ยาว 5-10 ซม. ปลายใบเรียวแหลม โคนใบสอบ ขอบใบจะเป็นฟันเลื่อยห่างๆนอกจากขอบที่โคนใบจะเรียบ มีขนตามเส้นใบอีกทั้งข้างบนรวมทั้งด้านล่าง เนื้อใบบาง ก้านใบยาว 2-4.5 ซม. มีขน ดอก มีสีขาว หรือขาวอมม่วงอ่อน ออกเป็นช่อกระจะตั้ง ที่ปลายยอด เป็นรูปฉัตร ยาว 7-29 ซม. มีดอกย่อยราว 6 ดอก ขนาดดอก 1.5 ซม. ดอกจะบานจากข้างล่างขึ้นไปข้างบน ริ้วตกแต่งรูปไข่ ยาว 1-2 มิลลิเมตร ไม่มีก้าน กลีบเลี้ยงเชื่อมชิดกันเป็นรูประฆัง งอนิดหน่อย ยาว 2.5-4.5 มิลลิเมตร เมื่อสำเร็จยาว 6.5-10 มม. ภายนอกมีต่อมน้ำมันหรือเป็นปุ่มๆกลีบโคนเชื่อมชิดกันเป็นหลอดตรงเล็ก ยาว 10-20 มม. ปลายแยกเป็นปากสองปาก ปากบนใหญ่กว่า ปากบนมีหยักตื้นๆ4 หยัก โค้งไปทางด้านหลัง ปากข้างล่างตรง โค้งเป็นรูปช้อน เกสรเพศผู้มี 4 อัน เรียงเป็น 2 คู่ คู่ล่างยาวกว่าคู่บนน้อย ก้านเกสรยาว สะอาด ไม่ติดกัน ยื่นยาวออกมานอกกลีบเห็นได้ชัดเหมือนหนวดแมว อับเรณูเป็น 2 พู ด้านบนบรรจบกัน ก้านเกสรเพศเมียเรียวเล็ก ยาว 5-6 เซนติเมตร ปลายก้านเป็นรูปกระบอง ปลายสุดมี 2 พู ผลได้ผลสำเร็จแห้งไม่แตก รูปขอบขนานกว้าง แบน แข็ง สีน้ำตาลเข้ม ขนาดเล็ก ยาวโดยประมาณ 1-2 มม. ผลจะเจริญเป็น 4 ผลย่อยจากดอกหนึ่งดอก ตามผิวมีรอยย่น ออกดอกแล้วก็ติดผลราวกันยายนถึงเดือนตุลาคม ถูกใจขึ้นที่ชื้น มีแดดรำไรในป่าริมลำน้ำ หรือน้ำตก
การขยายพันธุ์ ต้นหญ้าหนวดแมว เป็นไม้ล้มลุกที่เติบโตก้าวหน้าในดินเปียกชื้น คล้ายกับกระเพรารวมทั้งโหระพา ก็เลยทนต่อภาวะแห้งได้น้อย โดยเหตุนั้น การปลูกต้นหญ้านวดแมวควรต้องเลือกสถานที่ปลูกที่ออกจะเปียกชื้นเสมอหรือมีระบบให้น้ำอย่างทั่วถึง แม้กระนั้นในฤดูฝนสามารถเติบโตได้ทุกพื้นที่
                อีกทั้งหญ้าหนวดแมวเป็นพืชชอบดินร่วน และก็มีอินทรียวัตถุสูง ด้วยเหตุนี้ ดินหรือแปลงปลูกควรจะเพิ่มเติมสารอินทรีย์ เป็นต้นว่า ปุ๋ยธรรมชาติ ปุ๋ยหมัก ก่อนกระพรวนผสมกันไปจนกว่าจะเข้ากันแล้วก็กำจัดวัชพืชออกให้หมด
ส่วนการปลูกหญ้าหนวดแมว ปลูกได้ด้วย 2 วิธี เป็น

  • การปักชำกิ่ง ตัดกิ่งที่ยังไม่มีดอก ยาวราว 15-20 ซม. ต่อจากนั้น เด็ดกิ่งแขนง แล้วก็ใบออกด้านโคนกิ่งออก ในความยาวประมาณ 5 เซ็นติเมตร พร้อมทั้งเด็ดยอดทิ้ง ก่อนนำมาปักชำ ซึ่งอาจปักชำในกระถางหรือปักชำลงแปลงปลูก
  • การหว่านเมล็ด นำเม็ดหว่านลงแปลงที่จัดแจงไว้ โดยหว่านให้เมล็ดมีระยะห่างกันโดยประมาณ 3-5 เซนติเมตร ก่อนให้น้ำ ใส่ปุ๋ย และก็ดูแลจนต้นกล้าอายุราวๆ 20-30 วัน หรือสูงประมาณ 10-15 ซม. ก่อนแยกปลูกลงแปลงถัดไป


ต้นหญ้านวดแมว เป็นพืชที่ต้องการความชุ่มชื้นสูง หากขาดน้ำนาน ลำต้นจะเหี่ยว และก็ตายได้เร็วทันใจ ด้วยเหตุนี้ กล้าต้นหญ้าหนวดแมวหรือต้นที่ปลูกไว้ในแปลงแล้ว ควรมีการให้น้ำอย่างต่ำ 2 วัน/ครั้ง
การเก็บเกี่ยว ต้นหญ้าหนวดแมว มีอายุเก็บเกี่ยวราว 120-140 วัน ข้างหลังปลูก บางทีอาจเก็บเกี่ยวด้วยการถอนทั้งยังต้นหรือทยอยเด็ดเก็บกิ่งมาใช้ประโยชน์ก็ได้
องค์ประกอบทางเคมี
หญ้าหนวดแมวมีองค์ประกอบทางด้านพฤกษเคมีที่สะดุดตาคือ สารกลุ่ม phenolic compoundsเช่น rosmarinic acid, 3’-hydroxy-5, 6,    7, 4’-tetramethoxyflavone, sinensetin แล้วก็eupatorin รวมทั้ง pentacyclic triterpenoid ที่สำคัญเป็น betulinic acid2 นอกจากนั้นยังเจอ glucoside orthosiphonin, myoinositol, essential oil, saponin, alkaloid, phytosterol, tannin เจอสารกลุ่มฟลาโอ้อวดน อาทิเช่น sinensetin, 3’-hydroxy-5,6,7,4’-tetramethoxy flavones Potassium Salf ในใบ และก็Hederagenin, Beta-Sitosterol, Ursolic acid ในต้นอีกด้วย
ซึ่งสารในหญ้าหนวดแมวพวกนี้มีรายงานฤทธิ์ทางสรีรวิทยารวมทั้งเภสัชวิทยาล้นหลาม ตัวอย่างเช่น การขับเยี่ยว ลดระดับกรดยูริค (hypouricemic activity) คุ้มครองปกป้อง ตับ ไต และกระเพาะ ลดความดันโลหิต ต้านสารอนุมูลอิสระหรือปฏิกิริยาขบวนการออกซิเดชัน ต่อต้านการอักเสบ เบาหวาน รวมทั้งจุลชีวิน ลดไขมัน (antihyper-lipidemic activity) ลดความต้องการทานอาหาร (anorexic  activity)  และก็ปรับสมดุลภูมิต้านทานของร่างกาย (immunomodulation)
 
 
 องค์ประกอบทางเคมีของสารพฤกษเคมีในหญ้าหนวดแมว (a)    rosmarinic acid, (b)  3’-hydroxy-5,6,7,4’-tetramethoxyflavone, (c) eupatorin, (d) sinensetin, (e) betulinic acid
                 
     Tannin ที่มา: Wikipedia                      Myo-inositol   ที่มา: Google
คุณประโยชน์  หญ้าหนวดแมวเป็นสมุนไพรที่ชาวไทยได้ประยุกต์ใช้รักษาโรคมานานแล้ว โดยมีคุณประโยชน์ตามตำราไทยเป็นใบมีรสจืด ใช้เป็นยาชงแทนใบชา รับประทานขับเยี่ยว ขับนิ่ว แก้โรคไต แล้วก็กระเพาะปัสสาวะอักเสบ แก้เมื่อย แล้วก็ไขข้ออักเสบ แก้คลื่นเหียนอาเจียน แก้ถุงน้ำดีอักเสบ ทุเลาอาการไอ แก้โรคหนองใน ราก ขับฉี่ ขับนิ่ว ทั้งต้น แก้โรคไต ขับปัสสาวะ รักษาโรคกระษัย รักษาโรคปวดตามสันหลัง และบั้นเอว รักษาโรคนิ่ว แก้โรคหนองใน รักษาโรคเยื่อจมูกอักเสบ ล้างสารพิษในไต
ส่วนในทางการแพทย์แผนปัจจุบันนั้น มีผลการศึกษาทำการค้นคว้าและวิจัยกล่าวว่า หญ้าหนวดแมวมีสรรพคุณ

  • ความดันโลหิตสูง ต้นหญ้าหนวดแมวทำให้ความดันเลือดต่ำลง แล้วก็ยังสามารถลดภาวการณ์เส้นเลือดหดตัวได้ด้วย ก็ยิ่งทำให้ปลอดภัยในคนป่วยกลุ่มนี้มากเพิ่มขึ้น
  • การต่อว่าดเชื้อระบบทางเท้าเยี่ยว โรคนี้แพทย์มักชี้แนะให้คนเจ็บดื่มน้ำมากๆโดยยิ่งไปกว่านั้นในระยะเริ่มต้นหากกินน้ำมากๆก็จะสามารถช่วยให้หายได้โดยไม่ต้องรับประทานยาปฏิชีวนะ การดื่มน้ำมากมายๆราวกับเป็นการช่วยทำให้เชื้อโรคถูกขับออกไทยจากระบบทางเท้าฉี่ไปเรื่อยยิ่งขับออกเร็วมากเท่าไรลักษณะโรคก็จะหายเร็วมากยิ่งกว่าเดิมเท่านั้นถ้าเกิดเชื้อสะสมอยู่ในระบบทางเท้าเยี่ยวก็จะกระตุ้นการหลั่งสารกรุ๊ป cytokines โดยเฉพาะอย่างยิ่ง interleukin 6  ที่ให้ผลทั้งเฉพาะที่ในระบบฟุตบาทฉี่และก็กระทบไปทั่วร่างกาย (systemic effect) เป็นนำมาซึ่งการก่อให้เกิดการปวด อักเสบ และมีไข้ได้ ต้นหญ้าหนวดแมวก็ยังสามารถช่วยลดการอักเสบ ปวด ไข้ และคุ้มครองป้องกันไม่ให้เชื้อติดตามเนื้อเยื่อระบบทางเท้าฉี่ เชื้อก็จะหลุดออกไปกับน้ำเยี่ยวได้เร็วขึ้น
  • เบาหวาน หญ้าหนวดแมวทำให้น้ำตาลในกระแสโลหิตน้อยลงเพราะยั้งเอนไซม์ α-glucosidase แล้วก็  α-amylase  รวมทั้งลดพิษจากการได้รับกลูโคสจำนวนสูง ก็เลยสามารถประยุกต์ใช้ในคนไข้โรคเบาหวานได้โดยสวัสดิภาพแล้วก็ตำราเรียนยาโบราณยังอาจใช้รักษาโรคเบาหวานได้ด้วย
  • นิ่ว หญ้าหนวดแมวเป็น hypourecimic agent คือขับกรดยูริกออกมาจากกระแสโลหิต ลดการเกิดนิ่วจากกรดยูริกได้ ทั้งยังยังลดการบิดเจ็บในไตที่เกิดขึ้นจากนิ่ว calcium oxalate ได้ด้วย
  • มะเร็ง หญ้านวดแมวเป็นพิษต่อเซลล์ของมะเร็งหลายชนิดและลดการสร้างเส้นโลหิตใหม่ไม่ให้ผลิออกไปเลี้ยงก้อนเนื้อมะเร็ง ก็เลยให้ผลดีในการร่วมรักษามะเร็งได้
  • ท่อฉี่ตีบแคบ ต้นหญ้าหนวดแมวถือได้ว่าเป็นสมุนไพรที่มีสาระมากมายสำหรับเพื่อการช่วยขับเยี่ยวในผู้เจ็บป่วยที่มีปัญหาในเรื่องท่อเยี่ยวตีบแคบซึ่งเจอได้ย่อยในสุภาพสตรีสูงวัย เพราะว่าทำให้กล้ามเนื้อเรียบของท่อเยี่ยวคลายตัว
ต้นแบบ/ขนาดการใช้ ตามตำรายาไทยระบุได้ว่า

  • ใช้ขับเยี่ยว
  • ใช้กิ่งกับใบหญ้าหนวดแมว ขนาดกลาง ไม่แก่หรืออ่อนกระทั่งเกินไป ล้างสะอาด นำมาผึ่งในที่ร่มให้แห้ง เอามา 4 กรัม หรือ 4 หยิบมือ ชงกับน้ำเดือด 1 ขวดน้ำปลา (750 ซีซี.) เช่นกันชงชา ดื่มต่างน้ำทั้งวัน รับประทานนาน 1-6 เดือน
  • ใช้ต้นกับใบวันละ 1 กอบมือ (สด 90- 120 กรัม แห้ง 40- 50 กรัม ) ต้มกับน้ำกิน ทีละ 1 ถ้วยชา (75 ซีซี.) วันละ 3 ครั้ง ก่อนกินอาหาร
  • ใช้แก้นิ่ว/ขับนิ่ว ให้นำใบอ่อน (ไม่ใช่ดอก) ขอบต้นหญ้าหนวดแมว ราว 2-3 ใบ (ควรที่จะเก็บช่วงที่ต้นหญ้าหนวดแมวกำลังออกดอก) มาหั่นเป็นท่อนโดยประมาณ 2-3 เซนติเมตร ตากแดดให้แห้งแล้วนำมาชงกับน้ำร้อน (โดยประมาณ 2 กรัมต่อน้ำร้อน 1 แก้ว) ปิดฝาทิ้งเอาไว้ 5-10 นาที ใช้ดื่ม วันละ 3-4 ครั้ง
  • แก้อาการคลื่นไส้ อาเจียน ตำราเรียนยาให้ใช้ใช้ใบ และกิ่งต้มน้ำรวมกับสารส้ม ดื่มวันละ 3 ครั้ง ก่อนอาหาร


การเรียนทางพิษวิทยา การเล่าเรียนทางเภสัชวิทยาของหญ้าหนวดแมวโดยมากจะมีด้านฤทธิ์การขับฉี่และฤทธิ์ในการรักษานิ่ว อย่างเช่น

  • มีสารฤทธิ์ขับปัสสาวะ ทดลองป้อนทิงเจอร์ของสารสกัดจากใบด้วยเอทานอลร้อยละ 50 แล้วก็ปริมาณร้อยละ 70 ให้หนูแรทพบว่าสารสกัดด้วยเอทานอลร้อยละ 50 มีฤทธิ์ขับเยี่ยวแล้วก็ขับโซเดียมได้ดีมากว่าสารสกัดด้วยเอทานอลความเข้มข้นจำนวนร้อยละ 70 แต่ขับโปแตสเซียมออกได้น้อยกว่า นอกนั้นสารสกัดด้วยเอทานอลปริมาณร้อยละ 50 ยังมีฤทธิ์ขับกรดยูริคก้าวหน้ามาก แล้วก็พบว่าสารสกัดด้วยเอทานอลร้อยละ 50 มีจำนวนสารสำคัญ เช่น sinesetine, eupatorine, caffeic acid และก็ cichoric acid สูงขึ้นมากยิ่งกว่าสารสกัดด้วยเอทานอลปริมาณร้อยละ 70 แต่ว่ามีสาร rosemarinic acid น้อยกว่า
  • ฤทธิ์สำหรับการรักษานิ่ว มีการศึกษาฤทธิ์สำหรับการรักษานิ่วในทางเดินปัสสาวะส่วนบนของหญ้าหนวดแมวเปรียบเทียบกับการดูแลและรักษามาตรฐานด้วยไฮโดรคลอไรไธอาไซด์ และก็โซเดียมไบคาร์บอเนต พบว่าคนเจ็บที่ได้รับต้นหญ้าหนวดแมวมีการเคลื่อนของนิ่วบริเวณกระดูกกระเบนเหน็บมากยิ่งกว่า และก็ช่วยลดการใช้ยารับประทานแก้ปวดได้มากกว่ากลุ่มที่ใช้ยามาตรฐาน แม้กระนั้นไม่ได้แตกต่างกันอย่างเป็นจริงเป็นจังทางสถิติ คนไข้ที่ได้รับหญ้าหนวดแมวจะมีความดันโลหิตต่ำลงน้อย ในตอนที่กรุ๊ปที่ได้ยามาตรฐานจะมีความดันเลือดน้อยลงอย่างเป็นจริงเป็นจังทางสถิติ คนไข้ที่ได้รับหญ้าหนวดแมวจะมีชีพจรในช่วงแรก (วันที่ 3 ของการทดสอบ) เร็วขึ้น แม้กระนั้นไม่เจอความเคลื่อนไหวของระดับโปแตสเซียมในเลือด กรุ๊ปที่ได้ยามาตรฐานจะมีเม็ดเลือดแดงในเยี่ยวในวันที่ 30 ของการทดสอบลดน้อยลง ความเคลื่อนไหวของความถ่วงจำเพาะของเยี่ยวทั้งคู่กรุ๊ปไม่ต่างอะไรกัน ในขณะพบผลข้างเคียงในกลุ่มที่ใช้หญ้าหนวดแมวน้อยกว่ากรุ๊ปที่ใช้ยามาตรฐาน แต่ไม่มีความต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ยิ่งกว่านั้น มีรายงานผลการรักษานิ่วในไตในคนเจ็บที่ให้กินยาต้มที่ตระเตรียมจากใบต้นหญ้าหนวดแมวแห้ง ความเข้มข้นปริมาณร้อยละ 0.5 ขนาด 300 มล. ครั้งเดียว ติดต่อกันเป็นเวลานาน 1-10 เดือน พบว่า 9 ราย มีการตอบสนองทางคลินิกที่ดี พบว่าฉี่ของผู้ป่วยมีลักษณะท่าทางเป็นด่างเพิ่มขึ้น ซึ่งเสนอแนะว่าน่าจะช่วยลดการเกิดนิ่วจากกรดยูริคได้

นอกนั้นยังมีการทำการศึกษาในต่างถิ่นของฤทธิ์ในการบำบัดรวมทั้งรักษาลักษณะโรคต่างๆดังนี้

  • การขับปัสสาวะ (diuresis) ปัจจุบันนี้พบว่าเนื้อเยื่อบุผิวของกระเพาะปัสสาวะ (uroepithelial tissue) ที่มีตัวรับขอบ ที่มีตัวรับของ adenosinereceptor ทั้ง A1 A2A A2B แล้วก็ A3    สาระสำคัญในหญ้าหนวดแมวมีกลไกการทำงานที่สำคัญคือ กระตุ้น adenosine receptor ชนิด A1    receptor แม้กระนั้นก็ให้ฤทธิ์ที่เกี่ยวเนื่องถึง adenosine receptor อีก 3 ประเภทด้วย ทำให้กล้ามเรียบของกระเพาะปัสสาวะหดตัวแต่ว่ากล้ามเรียบของท่อปัสสาวะ (urethra) คลายตัวซึ่งเอื้อต่อการขับเยี่ยว ก็เลยน่าจะเป็นกลไกที่นำมาใช้ชี้แจงการขับฉี่ได้
  • นิ่วในไต (urolithiasis) เป็นโรคที่ยังถือได้ว่าเป็นปัญหาอยู่มากแล้วก็ยังไม่เคยทราบกลไกที่กระจ่างแจ้ง ยาแผนโบราณใช้หญ้าหนวดแมวสำหรับในการรักษานิ่ว Gao และภาควิชาชี้ให้เห็นประสิทธิภาพของหญ้าหนวดแมวสำหรับเพื่อการปรับแก้นิ่วที่เกิดขึ้นมาจากผลึกของ calcium oxalateในเยื่อไตของตัวทดลอง โดยทำให้สาร biomarker กว่า 20 จำพวกที่เปลี่ยนไปเมื่อไตเจ็บจากผลึกของ calcium oxalate สามารถคืนกลับสู่ภาวการณ์ธรรมดาได้เรื่องปฏิบัติงานของสารในหญ้าหนวดแมวคาดว่าน่าจะผ่านหลายกลไกในลักษณะ multiple metabolicpathways โดยยิ่งไปกว่านั้นเมแทบจะอลิซึมของพลังงานต่างๆกรดอะมิโน taurine hypotaurine purine และ citrate cycle นอกจากนี้ยังมีรายงานเพิ่มเติมว่าการขับปัสสาวะอาจเป็นการช่วยละลายนิ่วแล้วก็ขับออกมากับฉี่ง่ายขึ้น ทั้งช่วยขับกรดยูริคและก็ป้องกัน  uric acid stone formation
  • การติดเชื้อของระบบฟุตบาทฉี่ (urinary tract infection, UTI) เมื่อนำหญ้าหนวดแมวมาใช้ในระบบทางเท้าฉี่ ผลพลอยได้ที่น่าสนใจเป็น นอกเหนือจากการที่จะขับเยี่ยวที่ช่วยให้อาการของการต่อว่าดเชื้อดีขึ้นแล้ว ยังสามารถลดการยึดติดของเชื้อจำพวก uropathognicEscherichia coli กับเซลล์กระเพาะปัสสาวะ ทำให้เชื้อถูกขับออกไปจากระบบทางเดินฉี่ได้ง่ายและก็เร็วขึ้น นอกเหนือจากนั้นคุณสมบัติในการต้านทานปฏิกิริยาขบวนการออกซิเดชัน ที่จะลดความเคร่งเครียดจากภาวการณ์ขบวนการออกซิเดชัน (oxidative stress) ก็เลยลดการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นจากปฏิกิริยาออกซิเดชันสำคัญเป็น lipid peroxidation ทำให้ลดการเกิดแผล (scar formation) ได้
  • การต้านอักเสบ (anti-inflammation) สารสกัดจากใบต้นหญ้าหนวดแมว  (chloroform extract) มีคุณสมบัติตามอักเสบได้ดิบได้ดี จึงมีการประยุกต์ใช้ใน rheumatoid arthritis gout และโรคอันเกิดขึ้นจากการอักเสบต่างๆกลไกหนึ่งของสารสกัดต้นหญ้าหนวดแมวที่ลดการอักเสบเป็นยั้ง cytosolic phospholipaseA2a (cPLA2a) ทำให้การสลาย phospholipid น้อยลงสาร eupatorin รวมทั้ง sinensetin ยั้งการแสดงออกของยีน iNOS รวมทั้ง COX-2 ทำให้การสังเคราะห์ nitric oxide รวมทั้ง PGE2 ลดน้อยลงเป็นลำดับ เว้นแต่สารกรุ๊ป phenolic compounds  คือ eupatorin และก็sinensetin แล้วสารกลุ่ม diterpines ในหญ้าหนวดแมวก็สามารถยับยั้งการสังเคราะห์ nitric oxide ได้ด้วยเหมือนกัน ยิ่งไปกว่านี้ยังลดการสังเคราะห์ tumornecrosis factor a อีกด้วย คาดการณ์ว่ากลไกการต้านอักเสบผ่าน transcription factor ที่ชื่อ STAT1a
  • การลดไข้ (antipyretic activity)สารสกัดจากต้นหญ้าหนวดแมวมีคุณลักษณะลดการเกิดไข้ได้โดยสารสำคัญที่ออกฤทธิ์คือ rosmarinic acid,sinensetin, eupatorin และก็ tetramethoxy-flavone ข้อดีที่นอกเหนือจากการต่อต้านอักเสบแล้วก็ลดไข้แล้วยังช่วยลดอาหารปวดได้อีกด้วย31 ซึ่งอาการอักเสบ ไข้และก็ปวดจะพบได้มากสำหรับในการติดโรคของระบบทางเท้าเยี่ยว
  • สภาวะน้ำตาลในเลือดสูง (Hyperglycaemia) การใช้หญ้าหนวดแมวในผู้ป่วยโรคเบาหวานคงจะมีความปลอดภัยสูงเนื่องมาจากสารสกัดต้นหญ้าหนวดแมว สามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดของหนูทดลองที่เป็นเบาหวานได้ โดยยับยั้งเอนไซม์ a-glucosidase เพิ่มการแสดงออกของยีนอินซูลินและปกป้องความเป็นพิษที่เกิดจากการรับกลูโคสขนาดสูงๆ(high glucosetoxicity) โดยผ่านการเติมหมู่ฟอสเฟตให้กับphosphatidylino-sitol 3-kinase (PI3K)


เมื่อทำสกัดแยกสาร sinensetin ออกมาทดสอบฤทธิ์การยับยั้งเอนไซม์ a-glucosidase แล้วก็a-amylase ก็พบว่าคุณภาพของสารบริสุทธิ์sinensetin สำหรับเพื่อการยั้งเอนไซม์ a-glucosidase สูงยิ่งกว่าสารสกัดต้นหญ้าหนวดแมว (ethanolic extract) ถึง 7 เท่า ด้วยค่า IC50 พอๆกับ 0.66 และก็ 4.63 มิลลิกรัมต่อมิลลิลิตร ตามลำดับ ในเวลาที่คุณภาพของsinensetin สำหรับในการยับยั้งเอนไซม์ a-amylase สูงขึ้นยิ่งกว่าสารสกัดหญ้าหนวดแมวถึง 32.5 เท่า ด้วยค่า IC50 พอๆกับ 1.13 และก็ 36.7 มก.ต่อมิลลิลิตรเป็นลำดับ ก็เลยคาดคะเนว่าสาร sinensetin อาจเป็นสารสำคัญประเภทหนึ่งสำหรับในการออกฤทธิ์ของหญ้าหนวดแมวสำหรับการต้านทานโรคเบาหวานจำพวกที่ไม่สังกัดอินซูลิน (non-insulin-dependent diabetes) ได้

  • ความดันโลหิตสูง (Hypertension) สารสกัดต้นหญ้าหนวดแมว สามารถลดสภาวะหลอดเลือดหดรัด (vasoconstriction) ด้วยการขัดขวางตัวรับ alpha 1 adrenergic รวมทั้ง angiotensin 1 จึงน่าจะไม่เป็นอันตรายในคนป่วยความดันเลือดสูง นอกเหนือจากการที่จะไม่มีอันตรายในคนป่วยความดันโลหิตสูงแล้วยังสามารถประยุกต์ใช้คุณประโยชน์สำหรับในการรักษาความดันเลือดสูงได้ด้วย คาดว่าสารสำคัญที่ออกฤทธิ์มาจากกลุ่ม diterpenes และ methylripario-chromene A
  • พิษต่อเซลล์มะเร็ง (cytotoxicity)หญ้าหนวดแมวที่สกัดด้วยวิธี supercritical carbon-dioxide ให้ผลที่น่าสนใจ สำหรับเพื่อการยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์ของมะเร็งต่อมลูกหมากด้วยความเข้มข้นที่ยั้งการเจริญของเซลล์ (inhibitory concemtration) ได้ 50 % เป็นค่า IC50 ต่ำเพียง 28 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร เมื่อเล่าเรียนลงไปในระดับเซลล์ก็พบว่าทำให้เซลล์ตายในลักษณะ apoptosis ที่สามารถเห็น nuclearcondensation รวมทั้งความผิดปกติของเยื่อไมโตคอนเดรียได้อย่างเห็นได้ชัด เมื่อทำการสกัดสาร eupatorin มาทดสอบความเป็นพิษต่อเซลล์ของมะเร็งหลายๆประเภทก็ให้ค่า    IC50  ในระดับตำเป็นไมโครโมล่าร์ ด้วยการยับยั้งวงจรการแบ่งเซลล์ ระยะ G2/M phase ข้อดีที่เหนือยาเคมีบำบัดในตอนนี้คือ eupatorin ไม่เป็นพิษต่อเซลล์ปกติ
  • การต้านปฏิกิริยาออกซิเดชั่น (anti-oxidation) สารสกัดต้นหญ้าหนวดแมวสามารถลดสารอนุมูลอิสระ ตัวอย่างเช่น การลดปฏิกิริยา lipid peroxidation ทำให้เยื่อเซลล์คงทนถาวรและก็แข็งแรง ก็เลยลดการเกิดแผลเป็นของระบบฟุตบาทฉี่ได้  นอกจากลดการเกิดปฏิกิริยา lipid peroxidation แล้วยังสามารถลดการเกิด hydrogen peroxide ได้อีกด้วย ทำให้เซลล์รอดพ้นจากการถึงแก่กรรมแบบ apoptosis ด้วยการเพิ่มการแสดงออกของยีน  Bcl-2  กับลดการแสดงออกของยีน Bax42  Ho แล้วก็ภาควิชาทดลองใช้เคล็ดลับultrasound-assisted extraction (UAE) มาช่วยสำหรับการสกัดสารจากต้นหญ้าหนวดแมวทำได้สารสกัดที่มีฤทธิ์ต้านปฏิกิริยาขบวนการออกซิเดชันดียิ่งขึ้น โดยพบสารrosmarinic  acid,  kaempferol-rutinoside  และsinesetine อยู่ในสารสกัดดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น


การศึกษาทางพิษวิทยา เมื่อฉีดสารสกัดด้วยน้ำร้อนจากใบและลำต้นเข้าท้องหนูแรทเพศผู้แล้วก็เพศเมีย หนูเม้าส์เพศผู้แล้วก็เพศเมีย พบความเป็นพิษปานกลาง   เมื่อป้อนสารสกัดเดียวดันนี้ให้กับหนูแรททั้งคู่เพศทุกเมื่อเชื่อวันติดต่อกัน 30 วัน ไม่พบความเคลื่อนไหวของน้ำหนักตัว ค่าการตรวจทางชีวเคมีในเลือด แล้วก็พยาธิสภาพของอวัยวะสำคัญเมื่อดูด้วยตาเปล่า  และเมื่อเรียนความเป็นพิษในระยะยาวนาน 6 เดือน โดยการป้อนหนูแรทด้วยยาชงด้วยน้ำร้อน ซึ่งมีความแรงเท่ากันกับ 11.25, 112.5 และ 225 เท่าของขนาดที่ใช้ในคนไข้โรคนิ่วในท่อไต ไม่เจอไม่เหมือนกันของการเจริญเติบโต  การกินอาหาร ลักษณะภายนอกหรือการกระทำที่ไม่ดีเหมือนปกติ และก็ค่าการตรวจทางวิชาชีวเคมีในเลือดเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม นอกจากปริมาณเกร็ดเลือดจะมากขึ้นอย่างเป็นจริงเป็นจังเมื่อใช้ยาในขนาด 18 กรัม/กิโล/วัน พบว่าระดับโซเดียมในเลือดในกลุ่มทดลองทุกกลุ่ม โปแตสเซียมในหนูเพศภรรยา รวมทั้งคอเลสเตอรอลในหนูเพศผู้ จะมีระดับต่ำลงยิ่งกว่ากรุ๊ปควบคุม   นอกจากนั้น เมื่อป้อนหนูแรทด้วยสารสกัดจากหญ้าหนวดแมว ติดต่อกันนาน 6 เดือน เทียบกลุ่มควบคุม พบว่า หนูทุกกลุ่มมีการเจริญวัยและทานอาหารได้ใกล้เคียงกัน ไม่เจอความแปลกในระบบโลหิตวิทยาแล้วก็ความผิดแปลกของอวัยวะภายใน ส่วนการตรวจผลทางวิชาชีวเคมีพบว่าหนูที่ได้รับสารสกัดทุกขนาดมีระดับโซเดียมต่ำลงมากยิ่งกว่ากรุ๊ปควบคุม แม้กระนั้นระดับโปแตสเซียมมีลัษณะทิศทางสูงขึ้น ในหนูเพศผู้ที่ได้รับสารสกัด 0.96 กรัม/โล/วัน จะมีน้ำหนักโดยเฉลี่ยของตับแล้วก็ม้ามมากยิ่งกว่ากรุ๊ปควบคุม อย่างไรก็ดีการตรวจทางจุลพยาธิภาวะไม่พบความเปลี่ยนไปจากปกติที่เซลล์ตับและอวัยวะอื่นๆนอกจากการโป่งพองของกรวยไตในหนูขาวที่ได้รับสารสกัด 4.8 กรัม/กิโล/วัน ที่มีปริมาณเพิ่มมากกว่ากลุ่มควบคุม  กล่าวโดยย่อสารสกัดต้นหญ้าหนวดแมวเป็นพิษน้อย  แต่จะต้องคอยติดตามวัดระดับโซเดียมและโปแตสเซียมหากใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน
ข้อแนะนำ/ข้อควรปฏิบัติตาม

  • สำหรับคนที่เป็นโรคไตหรือโรคหัวใจ ไม่ควรใช้สมุนไพรหญ้าหนวดแมว เนื่องจากสมุนไพรจำพวกนี้มีสารโพแทสเซียมสูงมากมาย ถ้าหากว่าไตแตกต่างจากปกติก็จะไม่สามารถขับโพแทสเซียมออกมาได้ กระตุ้นให้เกิดโทษต่อร่างกายอย่างร้ายแรง แล้วก็ยังมีฤทธิ์ในการขับปัสสาวะให้ออกมามากกว่าปกติ และเกรงว่าขนาดของโพแทสเซียมที่สูงมากนั้น บางทีอาจจะไปกระตุ้นหัวใจให้เต้นเร็วเปลี่ยนไปจากปกติ ก็เลยบางทีอาจส่งผลเสียต่อโรคหัวใจได้
  • การกางใบชองหญ้าหนวดแมวไม่ควรใช้การต้ม ให้ใช้การชง และควรใช้ใบอ่อน เพราะใบแก่จะมีความเข้มข้นอาจส่งผลให้มีฤทธิ์กดหัวดวงใจ
  • การเลือกต้นประยุกต์ใช้เป็นยาสมุนไพร ควรที่จะเลือกต้นที่ดูแข็งแรง แข็งและก็หนา ไม่อ่อนแขวนลงมา ลำต้นมองอวบเป็นเหลี่ยม ต้นมีสีม่วงแดงเข้ม และก็มองได้จากใบที่มีสีเขียวเข้มเป็นเงาแล้วก็ใหญ่
  • การใช้สมุนไพรต้นหญ้าหนวดแมวเพื่อรักษานิ่วจะได้ประสิทธิภาพที่ดีก็เมื่อใช้กับนิ่วก้อนเล็กๆแต่ว่าจะไม่ได้ผลกับก้อนนิ่วที่มีขนาดใหญ่
  • สมุนไพรต้นหญ้าหนวดแมว ไม่ควรใช้ร่วมกับยาแอสไพริน เนื่องจากว่าหญ้าหนวดแมวจะมีผลให้ยาแอสไพรินไปจับกล้ามเนื้อหัวใจเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
  • ผลข้างเคียงของหญ้าหนวดแมว ซึ่งบางทีอาจเกิดขึ้นได้กับคนธรรมดาที่ไม่เคยเป็นโรคหัวใจมาก่อน โดยอาการที่บางทีอาจเจอได้คือ ใจสั่น หายใจลำบาก ด้วยเหตุนี้การใช้สมุนไพรประเภทนี้หนแรก ถ้าหากใช้กรรมวิธีชงดื่มให้ใช้แนวทางจิบๆดูก่อน ถ้าเกิดมีลักษณะผิดปกติก็ควรหยุด แล้วดื่มน้ำตามให้มากๆครู่หนึ่งอาการก็จะหายไปเอง
[b

13

สมุนไพรตะขบป่า
ตะขบป่า Flacourtia indica (Burm. f.)
บางถิ่นเรียก ตะขบป่า (ภาคกึ่งกลาง) ตานเศษไม้ มะเกว๋นนก มะเกว๋นป่า (ภาคเหนือ)
    ไม้พุ่ม หรือ ไม้ใหญ่ ขนาดเล็ก ผลัดใบ สูง 2-5(-15) มัธยม ตามลำต้นและกิ่งใหญ่มีหนามแหลม ยาว 2-4 เซนติเมตร เรือนยอดแผ่นกว้าง ปลายกิ่งโค้งลง เปลือกสีเหลืองอมเทา แตกเป็นร่องลึก มีช่องอากาศรูปรีกระจัดกระจายห่างๆใบ โดดเดี่ยว ออกเวียนสลับ ขนาดออกจะเล็ก รูปร่าง ขนาดเนื้อใบ แล้วก็ขนที่ปกคลุมต่างกัน โดยมากเป็นรูปไข่กลับ กว้าง 1.5-3 ซม. ยาว 2-4 ซม. ปลายใบกลม โคนใบสอบแคบ ขอบของใบค่อนข้างจะเรียบ หรือ จะ มักจะใกล้ปลายใบ ใบอ่อนและเส้นกลางใบสีแดงอมส้ม เส้นใบมี 4-6 คู่ เส้นใบย่อยสานกันเป็นร่างแห เพียงพอเห็นได้ลางๆก้านใบยาว 3-5 มม. สีแดง มีขน ดอก ออกเป็นช่อสั้นๆตามง่ามใบ รวมทั้งที่ปลายกิ่ง มีขน แต่ละช่อมีดอกปริมาณน้อย ที่โคนช่อมีใบประดับ บางคราวมีหนาม ก้านดอกยาว 3-5(-7) มม. มีขน กลีบ 5-6 กลีบ รูปไข่ ปลายมน ยาว 1.5 มม. สมุนไพร ภายนอกค่อนข้างหมดจด ภายในและก็ที่ขอบกลีบมีขนแน่น ดอกแยกเพศ ดอกเพศผู้ ฐานดอกจะมน เกสรเพศผู้มีมากมาย ก้านเกสรยาว 2-2.5 มม. มีขนเฉพาะที่โคน ดอกเพศเมีย ฐานดอกเรียบ หรือ ออกจะเรียบ รังไข่กลม ปลายสอบแคบ ก้านเกสรเพศเมียมี 5-6 อัน ยาวโดยประมาณ 1 มม. แต่ละก้านปลายแยกเป็นสองแฉก และม้วนออก ผล กลม หรือ รี เล็ก ออกลำพังๆหรือเป็นกลุ่มตามกิ่ง เส้นผ่าศูนย์กลาง 0.8-1 ซม. เมื่ออ่อนสีเขียว เมื่อแก่สีแดงคล้ำ มีก้านเกสรเพศเมียติดอยู่กับปลายผล มีเม็ด 5-8 เมล็ด

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นตามป่าเบญจพรรณ ป่าหาดทราย และก็ขึ้นกระจายทั่วๆไป ในที่ระดับน้ำทะเลถึงความสูง 1,100 มัธยม มีปลูกบ้างตามสวนที่เพื่อกินผล
สรรพคุณ : ราก รับประทานแก้ไตอักเสบ ต้น ยางจากต้นใช้เข้าเครื่องยา แก้อหิวาต์  เปลือกต้น ชงกินแก้เสียงแห้ง อมล้างคอแก้เจ็บคอ เปลือกตำรวมกับน้ำมัน ใช้ทาถูนวดแก้เจ็บท้อง แก้คัน ใบ น้ำยางจากต้น แล้วก็ใบสด กินเป็นยาลดไข้สำหรับเด็ก แก้โรคปอดอักเสบ แก้ไอ แก้บิด และท้องเดิน ช่วยสำหรับการย่อย น้ำสุกใบแห้งกินเป็นยาฝาดสมาน ขับเสลด แก้โรคหืดหอบ หลอดลมอักเสบ ขับลม รวมทั้งบำรุงร่างกาย  ใบที่ย่างไฟกระทั่งแห้งใช้ชงรับประทานข้างหลังคลอดลูก ผล กินได้ มีจำนวนวิตามินบีสูง แก้เมื่อยล้า ทุเลาอาการโรคโรคดีซ่าน ม้ามโต แก้คลื่นไส้ อ้วก และก็เป็นยาระบาย เม็ด ตำพอกแก้ปวดข้อ

14

สมุนไพรโพกริ่ง
โพกริ่ง Hernandia nymphaeifolia (Presl) Kubitzki
บางถิ่นเรียกว่า โพกริ่งโกงพะเหม่า (จังหวัดสุราษฎร์ธานี) โปง (กระบี่)
      ไม้ต้น สูง 10-20 ม.เปลือกสีเทาวาว ไม่มีหูใบ ใบ โดดเดี่ยว ออกเวียนสลับ รูปไข่กว้าง 9-28 ซม. ยาว 12-33 ซม. ปลายใบแหลม โคนใบกลม ตัด หรือ เว้าเป็นรูปหัวใจ ขอบใบเรียบ ขนเกลี้ยง ด้านบนเป็นเงา เส้นใบมี 5-9 เส้น ก้านใบยาว 6-20 เซนติเมตร ใกล้กับแผ่นใบแบบใบบัว แต่ค่อนข้างมาทางโคนใบ [url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url][/color] ดอก ออกเป็นช่อตามง่ามใบใกล้ยอด หรือ ที่ยอด ช่อดอกยาว (รวมก้านดอก) 20-30 เซนติเมตร ขนละเอียดปกคลุม มีใบตกแต่งและก็ใบประดับประดาย่อยติดทน มีอีกทั้งดอกเพศผู้รวมทั้งดอกเพศเมียอยู่ในช่อเดียวกัน ดอกจะติดเป็นกลุ่มๆละ 3 ดอก ดอกเพศภรรยาอยู่กึ่งกลาง มีดอกเพศผู้อยู่ประชิดข้าง ดอกเพศเมีย กลีบเลี้ยงมี 4 กลีบ มีขนละเอียดปกคลุมภายนอก สีออกเขียวหรือออกน้ำตาล กลีบดอกมี 4 กลีบ สีขาว เกสรเพศผู้เป็นหมัน 4 อัน รูปกลม สีเหลืองอมส้ม รังไข่มีช่องเดียว ก้านเกสรเพศเมียยาวโดยประมาณ 3 มม. สีชมพู ก้านดอกสั้น มีฐานรองรับเป็นรูปถ้วย หรือ รูประฆัง เมื่อดอกได้รับการผสมฐานนี้จะโตขึ้น ดอกเพศผู้ กลีบเลี้ยงมี 3 กลีบ กลีบดอก 3 กลีบ ลักษณะซึ่งคล้ายดอกเพศภรรยา แม้กระนั้นเล็กมากยิ่งกว่าน้อย เกสรเพศผู้มี 3 อัน อยู่ตรงข้ามกับกลีบเลี้ยง ก้านเกสรเพศผู้มีต่อม 2 ต่อมติดอยู่ที่โคน อับเรณูมี 2 ช่อง ผล กลม หรือ รี กว้างราว 20 มม. ยาวราว 25 มม. มีใบประดับสีเขียวใสติดอยู่ เมื่อแก่จะแตกที่ปลาย เม็ด ค่อนข้างกลม มีเนื้อคล้ายฟองน้ำห่ออยู่

นิเวศน์วิทยา
: ชอบขึ้นตามหาดทราย เจอทางภาคใต้ของไทย
สรรพคุณ : ราก ใช้เคี้ยวรับประทานแก้พิษบางชนิด อย่างเช่น พิษที่เกิดขึ้นจากด้านการกินปู หรือ ปลาที่เป็นพิษ ต้น ยางที่ใช้เป็นยาเช็ดผิวหนังเพื่อกำจัดขน น้ำต้มเปลือกรับประทานเป็นยาถ่าย ใบ ใบอ่อนรับประทานเป็นยาถ่าย เมล็ด รับประทานเป็นยาถ่าย แต่น้ำมันที่สกัดได้จากเมล็ดเป็นพิษ

Tags : สมุนไพร

15

สมุนไพรกะตังใบ
กะตังใบ Leea indica (Burm.f.) Merr.
บางถิ่นเรียกว่า กะตังใบ (กรุงเทพมหานคร เมืองจันท์ เชียงใหม่) นางใบ (จังหวัดตราด) ช้างเขิง (ฉาน) โคนงจ้วม โคนงต้อม (ภาคเหนือ) บั่งบายต้น (ตรัง)
         ไม้ใหญ่ หรือ ต้นไม้ขนาดเล็ก สูงได้ถึง 10 ม. ลำต้นเกลี้ยง หรือปกคลุมด้วยขนสั้นๆใบ เป็นใบประกอบแบบขน (1-)2- หรือ 3 ชั้น ใบย่อยมี 7- ถึงจำนวนไม่ใช่น้อย หูใบรูปไข่กลับ กว้างได้ถึง 4 เซนติเมตร ยาว 6 ซม. ชอบเกลี้ยง หรือมีขนห่างๆ หูใบตกง่าย กระตุ้นให้เกิดรอยแผลเป็นรูปสามเหลี่ยมกว้าง ศูนย์กลางใบยาว 10-35 ซม. หมดจด หรือมีขนสั้นปกคลุม ใบย่อยรูปขอบขนานปนรูปไข่ ถึงรูปหอกปนรูปไข่ หรือรูปรี หรือรูปใบหอกแกมรี กว้าง 3-12 เซนติเมตร ยาว 10-24 เซนติเมตร ปลายใบแหลมถึงเรียวแหลม โคนใบสอบ หรือกลม หรือเว้า เล็กน้อย [url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url] ขอบใบจะมน หรือจักแบบฟันเลื่อย หรือแบบซี่ฟันตื้นๆเนื้อใบหนาปานกลาง ข้างล่างมีต่อมขนาดเล็กรูปเหลี่ยม หรือกลม เส้นใบมี 6-16 คู่ ก้านใบย่อยยาวได้ถึง 25 มิลลิเมตร เกลี้ยง หรือมีขน ก้านใบรวมยาว 10-25 ซม. ดอก สีขาวอมเขียว ออกเป็นช่อกว้าง ดอกติดห่างๆยาว 10-25 ซม. เกลี้ยง หรือมีขนบางส่วน ริ้วเสริมแต่งมีตั้งแม้กระนั้นรูปสามเหลี่ยมค่อนข้างกว้าง ถึงสามเหลี่ยมแคบ ยาวประมาณ 4 มม. ก้านช่อดอกยาวได้ถึง 15 เซนติเมตร กลีบเลี้ยงยาว 2-3 มิลลิเมตร เชื่อมชิดกันที่โคน ปลายแยกเป็นแฉกแหลม 5 แฉก กลีบ 5 กลีบ เชื่อมชิดกันที่โคน เกสรเพศผู้มี 5 อัน ติดอยู่กับหลอดเกสรเพศผู้ ปลายอับเรณูจะโผล่พ้นหลอดออกไปเป็นแฉกมนๆปลายแฉกเว้า เกสรเพศเมียมี 6 ช่อง แต่ละช่องมีไข่ 1 เมล็ด ก้านเกสรสั้น ปลายมน ผล กลม แป้น ผิวบาง มีเนื้อนุ่ม สีม่วงดำ มี 6 เมล็ด

นิเวศน์วิทยา : ขึ้นได้ทั่วไปในทุกภาคของประเทศ
สรรพคุณ : ราก น้ำสุกรับประทานเป็นยาพาราท้อง ท้องเดิน แก้บิด ขับเหงื่อ แล้วก็เป็นยาเย็น แก้อาการอยากกินน้ำ ใบ ปิ้งไฟให้เกรียม ใช้พอกศีรษะ แก้วิงเวียน มึนงง ตำเป็นยาพอกแก้เมื่อยเนื้อเมื่อยตัวกล้าม แล้วก็แก้ผื่นคันตามผิวหนัง น้ำยางจากใบอ่อนกินเป็นยาช่วยสำหรับการย่อย ผล กินได้

หน้า: [1] 2 3