แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - BeerCH0212

หน้า: [1] 2
1

ฟ้าทะลายโจร
ชื่อสมุนไพร ฟ้าทะลายโจร
ชื่ออื่นๆ/ชื่อเขตแดน  น้ำลายพังพอน , จอมโจรห้าร้อย (ภาคกึ่งกลาง,กรุงเทพ), สามสิบดี (ร้อยเอ็ด) , ใกล้จะสว่าง (จ.สกลนคร) , เขยตายายปกคลุม (จังหวัดราชบุรี) , ต้นหญ้ากันงู (สงขลา) , ฟ้าสะท้าน (จังหวัดพัทลุง) , เมฆทะลาย (ยะลา) ,ชักชวนสิน , เจ๊กเกี้ยงฮี้ , โขว่เซ่า , ซีปังฮี (จีน)
ชื่อสามัญ  Kariyat, Creat, Herba  Andrographis, Indian Echinace
ชื่อวิทยาศาสตร์  Andrographis paniculata (Burm. f .) Nees
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์  Andrographis paniculata (Burm.f.) Nees
วงศ์   Acanthaceae
บ้านเกิดเมืองนอน ฟ้าทะลายโจร เป็นไม้ล้มลุกในเชื้อสายเดียวกับโหระพาหรือกระเพรา มีถิ่นกำเนิด รวมทั้งเจอแพร่ไปตามประเทศต่างๆในทวีปเอเซีย ซึ่งจัดเป็นสมุนไพรท้องถิ่นในประเทศแถบเอเชียรวมทั้งเอเซียอาคเนย์ อาทิเช่น อินเดีย จีน ศรีลังกา ไทย และก็ยังใช้กันอย่างมากมายในหลายประเทศทั่วทวีปเอเชีย โดยนิยมนำส่วนของใบและลำต้นใต้ดินมาทำเป็นยารักษาโรค โดยเป็นไม้ล้มลุกที่มีรสขมจัด จนกระทั่งขึ้นชื่อว่าเป็นแรงวที่ความขม “King of the Bitterness”  ในตอนนี้สามารถพบฟ้าทะลายโจรได้ทั่วๆไปในประเทศไทย ลาว เขมร มาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม จีน อินเดีย ศรีลังกา รวมทั้งหมู่เกาะในสมุทรแคริบเบียน ส่วนในประเทศไทยนั้นสามารถพบได้ทุกภาคของประเทศ และก็ยังเป็นสมุนไพรที่กำลังเป็นที่นิยมสำหรับในการประยุกต์ใช้คุณประโยชน์สำหรับการรักษาโรคอีกด้วย
ลักษณะทั่วไป ฟ้าทะลายขโมย เป็นไม้พุ่มเตี้ยสูง 40-80 ซ.ม. ลำต้นลักษณะสี่เหลี่ยม แตกกิ่งก้านสาขามาก ทั้งต้นมีรสขมมากมาย ใบออกตรงข้ามกัน ตัวใบยาวรีปลายใบเรียวแหลม ยาว 2-8 เซลเซียสมัธยม กว้าง 1-3 เซลเซียสมัธยม ขอบใบมีรอยหยักเล็กน้อยเกือบเรียบ ก้านใบสั้นจนถึงแทบเรียกว่า ไม่มีก้านใบ ดอกออกมาจากซอกใบหรือที่ปลายกิ่ง กลีบเลี้ยงมีสีเขียว ยาวราว 3 ม.ม. ส่วนโคนติดกันปลายแยกเป็น 5 กลีบเรียวแหลมกลีบดอกไม้ชิดกันเป็นหลอดสีขาว ปลายแยกเป็น 2 ซีกใหญ่ๆเหมือนปาก ซีกบนขนาดใหญ่กว่าซีกข้างล่าง
ส่วนปลายยังแบ่งเป็นกลีบเล็กๆ3 กลีบ มีรอยกระสีม่วง ด้านข้างล่างมีขนาดเล็ก ส่วนปลายมีรอยแยกเป็น 2 กลีบสีขาว เกสรตัวผู้มี 2 อัน ใกล้กับกลีบ ก้านเกสรเป็นเส้นสีขาวบางๆยื่นออกมา 2 เส้น มีขนนุ่มๆปกคลุมอยู่ ปลายมีอับเรณูสีม่วงดำ ก้านเกสรตัวเมียเป็นเส้นยาวๆบางๆสีแดงอมาแตะต้องที่อับเรณูของเกสรตัวผู้ รังไข่มี 1 อัน ผลเป็นฝักทรงกระบอกแบนมีร่องลึกกึ่งกลางด้านแบบทั้งคู่ด้าน ฝักยาวราว 1.5 ซ.มัธยม กว้าง 0.5 ซ.มัธยม ฝักแก่แล้วแตกตามรอยข้าง ฝักแบ่งเป็น 2 ซีก โดยมีร่องลึกนั้นอยู่ที่ด้านละร่อง เม็ดสีส้มแดงแข็ง ดูค่อนข้างโปร่งแสง ฝักหนึ่งมีเมล็ดหลายเมล็ด
การขยายพันธุ์
ฟ้าทะลายโจรเป็นไม้ล้มลุกนานหลายปี สามารถพบเจอได้ตามพื้นที่ทั่วๆไป เป็นพืชที่เติบโตก้าวหน้าในทุกภาวะดิน ถูกใจดินร่วนซุย ดินมีความชุ่มชื้น สามารถเติบโตในพื้นที่ที่มีวัชพืชขึ้นดกได้ดิบได้ดี มักพบในที่โล่งหรือแดดรำไร
การขยายพันธุ์ฟ้าทะลายโจรนิยม เพาะพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด เม็ดที่ใช้ควรเป็นเม็ดแก่ที่มีลักษณะสีดำ โดยการโปรยในแปลงดินหรือพื้นที่ว่างทั่วไป รวมถึงการหยอดเม็ดในกระถาง เม็ดจะแตกออกภายใน 1-2 อาทิตย์
ฟ้าทะลายโจรข้างหลังเม็ดแตกออกแล้วไม่ต้องการที่จะอยากการดูแลมากเสมือนพืชทั่วๆไป เพราะว่าไม่มีโรคหรือแมลงคอยทำลายมากนัก เพียงแต่รอกำจัดวัชพืชรอบลำต้นก็สามารถเติบโตได้ดิบได้ดี และไม่ต้องใช้ปุ๋ยเคมีอะไร แม้กระนั้นควรจะคอยให้ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก และก็พรวนดินให้ร่วนซุยสม่ำเสมอ
ในการเก็บเกี่ยวควรที่จะเก็บเกี่ยวในช่วงที่พืชมีดอกนับตั้งแต่เริ่มมีดอกจนกระทั่งดอกบานปริมาณร้อยละ 50 เพื่อให้มีจำนวนสารสำคัญสูง ซึ่งพืชจะมีอายุราว 110-150 วัน
ส่วนประกอบทางเคมี
ส่วนเหนือดินฟ้าทะลายมิจฉาชีพ มีสารสำคัญจำพวกไดเทอร์พีนแล็กโทน (diterpene lactones) หลายอย่าง ดังเช่นว่า แอนโดเกลื่อนกลาดราโฟไลด์ (andrographolide) นีโอแอนโดร-กราโฟไลด์ (neoandrographolide) ดีออกซีแอนโดร-กราโฟไลด์ (deoxyandrographolide) ดีออกซีไดดีไฮโดรแอนโดรกราโฟไลด์ (deoxy-didehydro andrographolide) ทั้งนี้วัตถุดิบฟ้าทะลายมิจฉาชีพที่ดีควรมีปริมาณแล็กโทนรวมคำนวณเป็นแอนโดรกราโฟไลด์ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 6 และไม่ควรจะเก็บวัตถุดิบไว้ใช้นานๆเพราะจำนวนสารสำคัญจะลดราวๆร้อยละ 25 เมื่อเก็บไว้ 1 ปี รวมถึงยังมีสารกรุ๊ปฟลาโอ้อวดน อย่างเช่น aroxylin, wagonin, andrographidine A , paniculide A ,paniculide B , paniculide C , andrographolide , neoandrographolide ,
deoxyandrographolide-19-B-D-glucopyranoside , deoxyandrographolide , caffeic acid (3, 4- dihydroxy-cinnamicacid) , chlorogenic acid , 3, 5-dicaffeoyl-d-quinic acid , Ninandrographolide
    Andrographoside                         Paniculide A               
ประโยชน์/คุณประโยชน์ สำหรับการนำฟ้าทะลายโจรมาใช้ประโยชน์นั้นส่วนมากจะเน้นย้ำในเรื่องคุณประโยชน์ทางยาสำหรับการบำบัดรักษาโรคมากกว่าจะนำมาทำประโยชน์อื่น ซึ่งคุณประโยชน์ของฟ้าทะลายขโมยนั้นมีดังนี้
ตำราเรียนยาไทย ฟ้าทะลายมิจฉาชีพเป็นยาเย็นมีรสขมใช้ดับร้อน , แก้พิษ , เพื่อรักษาไข้ หวัด ไข้หวัดใหญ่ ดับพิษร้อน หยุดอักเสบในอาการไอ เจ็บคอ คออักเสบ ต่อมทอนซิล หลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ถุงน้ำดีอักเสบ  ขับเสมหะ ลดบวม แก้บิด แก้กระเพาะอาหารอักเสบ ลำไส้อักเสบ รักษาโรคผิวหนัง ฝี การตำหนิดเชื้อ ที่ทำให้มีอาการปวดท้อง ท้องร่วง บิด ทำให้เจริญอาหาร ลดระดับความดันเลือด คางทูม หูชั้นกึ่งกลางหรือปากอักเสบอื่นๆอีกมากมาย
ส่วนในทางการแพทย์แผนปัจจุบันได้ระบุสรรพคุณของฟ้าทะลายโจรไว้ดังต่อไปนี้  ช่วยรักษาโรคหวัด เนื่องจากว่ามีสารสำคัญทางวิชาพฤกษศาสตร์หลายอย่าง ดังเช่นว่า ไดเทอร์ปีนแลคโตน (Diterpene Lactones) ฟลาโวนอยด์ (Flavonoid) และก็สารประกอบอื่นๆซึ่งเชื่อว่าช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้ปฏิบัติงาน และก็มีส่วนช่วยทุเลาอาการจากโรคไข้หวัดสำหรับคนไข้ที่มีลักษณะอาการไม่ร้ายแรง และก็ออกจะไม่มีอันตรายในการกิน เพราะจากการศึกษาเล่าเรียนไม่เจอผลข้างเคียง ซึ่งบางทีอาจเป็นอีกตัวเลือกเสริมของการดูแลรักษาโรคหวัดทั่วไป
โรคลำไส้ใหญ่อักเสบ ฟ้าทะลายโจรมีคุณลักษณะช่วยยั้งการหลั่งสารที่ก่อให้เกิดอาการอักเสบในร่างกาย ต่อต้านอนุมูลอิสระ การแข็งตัวของเลือด และยังเจอกล่าวว่าสารสกัดจากฟ้าทะลายขโมยช่วยป้องกันโรคลำไส้ใหญ่อักเสบจากการทดลองในสัตว์ ทั้งยังยังถูกบรรจุเป็นยาสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติของกระทรวงสาธารณสุขในหมวดกรุ๊ปลักษณะของระบบทางเดินอาหาร ก็เลยมักประยุกต์ใช้คุณประโยชน์ในการรักษาและบรรเทาโรคลำไส้อักเสบ
จากข้อมูลในข้างต้นเชื่อว่าฟ้าทะลายขโมย มีความน่าจะเป็นสำหรับการบรรเทาอาการโรคลำไส้ใหญ่อักเสบได้เหมือนกับยาเมซาลาซีนที่ใช้เป็นรักษาโรคลำไส้ใหญ่อักเสบในขณะนี้ แต่ว่าควรระมัดระวังสำหรับเพื่อการใช้อย่างเหมาะสมและอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เป็นสำคัญ เพราะการใช้ฟ้าทะลายมิจฉาชีพยังเป็นการหมอหนทางและพบรายงานผลข้างเคียงจากการศึกษาอยู่บางส่วน
ลดลักษณะของการมีไข้และก็ลักษณะของการเจ็บคอที่มีต้นเหตุจากต่อมทอนซิลอักเสบ ต่อมทอนซิลอักเสบเป็นการอักเสบของต่อมทอนซิลจากการตำหนิดเชื้อในช่องคอ ด้วยสรรพคุณช่วยระงับอาการอักเสบและต้านทานเชื้อการติดเชื้อของฟ้าทะลายโจร และก็จากการศึกษาทำการค้นคว้าและทำการวิจัยทดสอบจึงเชื่อว่าฟ้าทะลายขโมย ช่วยรักษาหรือทุเลาอาการติดโรคในทางเดินหายใจตอนแรกได้
โรคข้อรูมาตอยด์  เป็นโรคเรื้อรังที่เกิดการอักเสบตามข้อและหลายอวัยวะในร่างกาย ซึ่งฟ้าทะลายโจรมีฤทธิ์ต้านทานการอักเสบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสารแอนโดรกราโฟไลด์ (Andrographolide) ก็เลยถูกประยุกต์ใช้เป็นการรักษาทางเลือกในโรคภูไม่ต้านทานตัวเองหรือแพ้ภูเขามิตัวเอง และจากการเล่าเรียนการใช้ยาที่มีสารสกัดจากฟ้าทะลายมิจฉาชีพในคนป่วยโรคข้อรูมาตอยด์ที่มีอาการของโรคกำเริบ  จึงคาดว่าฟ้าทะลายมิจฉาชีพก็บางทีอาจนำไปใช้เป็นการรักษาเสริมในผู้ป่วยโรคข้อรูมาตอยด์ได้
ไข้หวัดใหญ่ คุณลักษณะของฟ้าทะลายขโมยคือช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้ทำงานได้ดีขึ้น ฟ้าทะลายโจร ก็เลยมีประสิทธิภาพสำหรับการรักษาโรคไข้หวัดใหญ่ได้ จากการเรียนนำร่อง 2 ชิ้น เกี่ยวกับประสิทธิภาพของการใช้สารสกัดที่มีส่วนประกอบของฟ้าทะลายขโมยในผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่ จำนวน 540 คน เปรียบเทียบกับยาอะแมนตาดีน (Amantadine) ที่เป็นยารักษาโรคไข้หวัดใหญ่ ผลพบว่า ผู้เจ็บป่วยที่ได้รับสารสกัดฟ้าทะลายโจรมีลักษณะดียิ่งขึ้นเร็วและอาการเข้าแทรกน้อยกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาอะแมนตาดีน ซึ่งทำให้เห็นว่าสารสกัดฟ้าทะลายขโมย มีประสิทธิภาพต่อการรักษาโรคไข้หวัดใหญ่
แบบ/ขนาดวิธีการใช้
ตำรับยาไทย

  • แก้บิดจากแบคทีเรีย (บิดไม่มีตัว หรือบิดชิเกลล่า) ลำไส้อักเสบ ใช้ใบสด 10-15 กรัม ต้มน้ำผสมน้ำผึ้งกิน
  • แก้บิดจากแบคทีเรียอย่างฉับพลัน ไส้อักเสบ กระเพาะอักเสบ ใช้ต้นแห้ง 10-15 กรัม ต้มน้ำ กินวันละชุด แบ่งกินเป็น 2 ครั้ง เช้า-เย็น
  • แก้หวัด มีไข้ ปวดศีรษะ ท้องเสีย ใช้ต้นแห้งบดเป็นผุยผง ผสมน้ำสุก รับประทานทีละ 1 กรัม วันละ 3 ครั้ง
  • แก้ไข้หวัดใหญ่ ปอดอักเสบ ใช้ต้นแห้งบดเป็นผงผสมน้ำสุก กินครั้งละ 3 กรัม วันละ 3-4 ครั้ง
  • แก้หลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบ ใช้ใบแห้ง 10 กรัม ต้มน้ำดื่ม
  • แก้วัณโรคปอดในระยะเริ่มต้น


           ใช้ใบแห้งบกเป็นผุยผงผสมน้ำผึ้งปั้นเป็นเม็ดขนาดเม็ดถั่วเหลือง รับประทานครั้งละ 15-30 เม็ด วันละ 2-3 ครั้ง กับน้ำสุก
           ใช้ต้นแห้ง 15 กรัม ใบจับไต่กงเล้า (Mahonia bealei (Fort) Carr) 15 กรัม เถาฮงเสี่ยโกยฮ๊วย (Milletia reticulate Benth) 30 กรัม ต้มน้ำ แบ่งให้กินเป็น 2 ครั้ง วันละ 1 ชุด ต่อเนื่องกัน 15-30 วัน เป็น 1 รอบ ของการดูแลรักษา

  • แก้ไอกรน ใช้ใบ 3 ใบ ชงน้ำ ผสมน้ำผึ้งรับประทานวันละ 3 ครั้ง
  • แก้ความดันโลหิตสูง กระทั่งมีอาการปรากฏให้เห็น ใช้ใบ 5-7 ใบ ชงน้ำดื่มวันละหลายๆครั้ง
  • แก้ปากอักเสบ ต่อมทอนซิลอักเสบ ใช้ใบแห้งบดเป็นผุยผงหนัก 3-5 กรัม ผสมน้ำผึ้งกินร่วมกับน้ำ
  • แก้คออักเสบ ใช้ต้นสดเคี้ยวกลืนช้าๆให้ฆ่าเชื้อโรคที่บริเวณคอ
  • แก้ไส้ติ่งอักเสบ ใช้ต้นแห้ง 25 กรัม กับดอกต้นเบญจมาศสวน (Chrysanthemum indicum L.) 30 กรัม ต้มน้ำกินวันละ 2 ชุด
  • แก้จมูกอักเสบ หูชั้นกึ่งกลางอักเสบ ปอดฟัน ใช้ต้นแห้ง 10-15 กรัม ต้มน้ำกินหรือใช้ต้นสดตำคั้นเอาน้ำหยอดหูอีกด้วย
  • แก้โรคหนองใน ทางเดินปัสสาวะอักเสบ ใช้ใบสด 10-15 ใบ ตำผสมน้ำผึ้งชงน้ำกิน
  • แก้บาดแผลไฟเผา น้ำร้อนลวก ใช้ใบแห้งบดเป็นผงละเอียดผสมน้ำมันพืชทา หรือใช้ใบสดต้ม เอาน้ำที่ต้มเย็นแล้วมาชะล้างบาดแผล
  • แก้พิษงูกัด


           ใช้ใบสดตำ เอาไปอังเหนือควันจนถึงติดน้ำมันจากควันไฟ เอามาพอกที่ปากแผล หรือใช้ใบแห้ง 10-15 กรัม ต้มน้ำกิน
           ใช้ต้นสด 30 กรัม ร่วมกับ Paris polyphylla 10 กรัม ฮั่งชิ้งเช่า (Scutellaria indica L.) เลือกเอาแบบใบแคบ 30 กรัม จั่วจิเช่า ชนิดดอกขาว (Oldenlandia diffusa Roxb) 30 กรัม ต้มน้ำกินวันละ 1-2 ชุด

  • แก้ผด ผื่นคัน ใช้ผงยานี้ 30 กรัม ผสมน้ำมันพืชลงไป จนมีขนาด 100 ม.ล. ใช้ทาบริเวณที่เป็น
การใช้ตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข (สาธารณสุขพื้นฐาน)

  • ใช้ฟ้าทะลายมิจฉาชีพรักษาอาการท้องเดิน โดยใช้แคปซูลของผงใบฟ้าทะลายมิจฉาชีพขนาด 250 มิลลิกรัม จำนวน 2 แคปซูล รับประทาน 4 ครั้งต่อวัน
  • ใช้ฟ้าทะลายมิจฉาชีพรักษาอาการไอรวมทั้งเจ็บคอ โดยนำใบฟ้าทะลายมิจฉาชีพสดตากแห้งในร่ม บดเป็นผงละเอียด นำมาปั้นเป็นยาลูกกลอน ขนาดปลายนิ้วก้อย ตากลมให้แห้ง รับประทาน 3-6 เม็ด วันละ 4 ครั้ง 3 เวลา หลังอาหารรวมทั้งก่อนนอน หรือใช้แคปซูลของผงใบฟ้าทะลายโจร ขนาด 250 มก. ปริมาณ 2 แคปซูล กินวันละ 4 ครั้งหลังของกินแล้วก็ก่อนนอน
  • ใช้ฟ้าทะลายขโมยรักษาฝี โดยนำใบออกจะแก่ราวๆ 1 กำมือ แล้วเอาเกลือ 3 เม็ด ใส่ผสมตำรวมกันในครกพอละเอียดดี เอาเหล้าครึ่งถ้วยชา น้ำครึ่งช้อนชา ใส่รวมลงไปคนให้เข้ากันดีเทน้ำกินค่อนถ้วยชา กากที่เหลือพอกแผลฝี แล้วเอาผ้าสะอาดพันไว้ พอกใหม่ๆจะรู้สึกเจ็บปวดนิดหนึ่ง


ยาจากสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติ    ยาแคปซูล ยาเม็ด ที่มีผงฟ้าทะลายมิจฉาชีพแห้ง 250 มก. รวมทั้ง 500 มิลลิกรัม      ทุเลาอาการท้องเสียไม่ติดโรค รับประทานทีละ 500 มิลลิกรัม – 2 กรัม วันละ 4 ครั้ง หลังรับประทานอาหาร    ทุเลาอาการเจ็บคอ รับประทานวันละ 3 – 6 กรัม แบ่งให้วันละ 4 ครั้ง หลังรับประทานอาหารรวมทั้งก่อนนอน                 ทุเลาอาการหวัด รับประทานวันละ 1.5 – 3 กรัม แบ่งให้วันละ 4 ครั้ง หลังรับประทานอาหารรวมทั้งก่อนนอน  การใช้เพื่อรักษาหรือบรรเทาโรคอื่น หรือใช้บำรุงร่างกาย ควรจะต้มน้ำหรือรับประทาน 1-3 กรัม หลังรับประทานอาหาร 1-7 วัน และก็ควรจะเว้นระยะการกิน 3-4 วัน เพื่อลดผลที่อาจเกิดขึ้นจากการสะสมของสารหรือได้รับสารในปริมาณมากภายในร่างกาย

การเล่าเรียนทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์ลดไข้     เมื่อป้อนส่วนสกัด 85% เอทานอลจากส่วนเหนือดิน ขนาด 2.5 กรัม/กก. แก่กระต่ายที่ถูกฉีดยาไทฟอยด์เข้าใต้ผิวหนังเพื่อจับไข้ พบว่าไข้ต่ำลง เช่นเดียวกับเมื่อป้อนสารสกัด 95% เอทานอล ขนาด 2 และก็ 4 มล./กก. แก่หนูขาว albino ที่ถูกฉีดเชื้อยีสต์เข้าใต้ผิวหนังขนาด 300 มก./กิโลกรัม เพื่อจับไข้ พบว่าไข้จะลดลงภายหลังที่ได้รับสารสกัด 180 รวมทั้ง 270 นาที และมีความเข้าใจสำหรับการลดไข้เท่ากับยาลดไข้แอสไพริน แต่ว่าสารสกัดดังที่กล่าวมาแล้วไม่สามารถที่จะลดไข้หนูขาวที่จับไข้ด้วยเหตุว่าถูกฉีดเชื้อยีสต์ขนาด 600 มิลลิกรัม/กก. ส่วนสกัดน้ำ หรือ 50% เอทานอลจากส่วนเหนือดิน เมื่อให้ทางปากกระต่าย ขนาดสูงสุด 5 ก./กก. ไม่สามารถที่จะลดไข้กระต่ายที่ถูกทำให้ไม่สบายโดยการฉีดวัคซีนไข้รากสาดน้อยเข้าใต้ผิวหนัง  Madav S, et al. พบว่า andrographolide ขนาด 100 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ให้ทางสายยางเข้าไปในกระเพาะของกินหนูถีบจักร สามารถลดไข้หนูที่ถูกทำให้ไม่สบายโดย Brewer’s yeast
ส่วนการเล่าเรียนทางคลินิกในผู้ป่วยอายุมากกว่า 12 ปี จำนวน 152 คน มีอาการจับไข้ รวมทั้งเจ็บคอ มารับการรักษาที่โรงพยาบาลชุมชน 6 ที่ รวมทั้งองค์การเภสัชกรรม แบ่งเป็นกลุ่มแบบสุ่มให้ได้รับยาพาราเซตามอล ปริมาณ 53 คน  แคปซูลฟ้าทะลายมิจฉาชีพขนาด 3 ก./วัน ปริมาณ 48 คน ขนาด 6 กรัม/วัน จำนวน 51 คน รับประทานติดต่อกันเป็นเวลานาน 7 วัน พบว่าในวันที่ 3 ของการดูแลรักษาผู้เจ็บป่วยกลุ่มที่ได้รับพาราเซตามอลหรือแคปซูลฟ้าทะลายโจร ขนาด 6 ก./วัน อาการไข้รวมทั้งอาการเจ็บคอจะหายไปมากยิ่งกว่ากลุ่มที่ได้รับฟ้าทะลายมิจฉาชีพขนาด 3 ก./วัน แต่ว่าผลการรักษาไม่มีความแตกต่างกันในวันที่ 7 ของการดูแลรักษา
ฤทธิ์ลดการอักเสบ        เมื่อป้อนส่วนสกัดเอทานอล (85%) จากส่วนเหนือดิน ขนาด 2 กรัม/กก. แก่หนูขาว พบว่าสามารถลดอาการบวมของอุ้งเท้าหนูที่ถูกทำให้อักเสบโดย carrageenan และฉีดส่วนสกัดน้ำ ส่วนสกัดเอทานอล (50%) แล้วก็ส่วนสกัดเอทานอล (85%) จากส่วนเหนือดินเข้าท้องหนูขาว ขนาด 0.5-2.5, 0.06-0.25 รวมทั้ง 1-2 กรัม/กก. เป็นลำดับ จะสามารถลดอาการบวมของอุ้งเท้าหนูได้ แม้กระนั้นหากป้อนส่วนสกัดน้ำ และก็ส่วนสกัดเอทานอล (50%) จากส่วนเหนือดิน ขนาด 0.125-2 ก./กก. ไม่มีฤทธิ์ลดการอักเสบของอุ้งเท้าหนู
          เมื่อให้ผงใบฟ้าทะลายโจร 500 มิลลิกรัม/กิโลกรัม สารสกัดอัลกอฮอล์จากใบ ขนาด 200 และก็ 500 มก./กิโลกรัม  และสารสกัดน้ำจากใบ ขนาด 500 มก./กิโลกรัม แก่หนูขาว พบว่าสามารถยับยั้งอาการบวมของอุ้งเท้าหนูที่ถูกเหนี่ยวนำให้อักเสบโดย carrageenan ได้พอๆกับ 54.97, 38.01, 53.22 รวมทั้ง 41.23% เป็นลำดับ และก็มีฤทธิ์ใกล้เคียงกับยาต้านทานการอักเสบ prednisolone ขนาด 5 มิลลิกรัม/กิโลกรัม, indomethacin ขนาด 5 มก./กิโลกรัม และ ibuprofen ขนาด 10 มิลลิกรัม/กิโลกรัม เมื่อให้ผงใบฟ้าทะลายโจร สารสกัดอัลกอฮอล์ แล้วก็สารสกัดน้ำจากใบ ขนาด 500 มิลลิกรัม/กิโลกรัม จะยับยั้งการเคลื่อนที่ของเซลล์เม็ดเลือดขาวในหนูขาวที่ถูกฝังสำลีเข้าที่เข้าทางบริเวณพุง เท่ากับ 40.67, 45.63 รวมทั้ง 35.25% เป็นลำดับ และก็มีฤทธิ์ใกล้เคียงกับยาต่อต้านการอักเสบ prednisolone แล้วก็ ibuprofen  และเมื่อให้ผงใบฟ้าทะลายมิจฉาชีพ สารสกัดอัลกอฮอล์ และสารสกัดน้ำจากใบ ขนาด 200 รวมทั้ง 500 มก./กก. เสมอกัน 3 รูปแบบ สามารถยั้งการเกิด granuloma ในหนูขาวที่ถูกฝังสำลีเข้าที่รอบๆหน้าท้องทิ้งไว้ 5 วัน พอๆกับ 11.86 รวมทั้ง 19.85%, 15.15 และ 22.78%, 11.76 และก็ 15.89% เป็นลำดับ และก็มีฤทธิ์ใกล้เคียงกับยาต้านการอักเสบ ibuprofen ผงใบฟ้าทะลายขโมยและสารสกัดอัลกอฮอล์มีฤทธิ์ลดการอักเสบเยอะที่สุด
          สาร andrographolide จากฟ้าทะลายมิจฉาชีพสามารถยั้งกรรมวิธีอักเสบได้ เมื่อป้อนให้หนูขาวในขนาด 30, 100 แล้วก็ 300 มก./กก. สามารถลดอาการบวมของอุ้งเท้าหนูขาวที่ถูกทำให้อักเสบโดย carrageenan, kaolin และ nystatin ยับยั้งการเกิด granuloma ในหนูขาวที่ถูกฝังสำลีไว้ที่หน้าท้อง และลดบวมใน adjuvant ซึ่งจะทำให้กำเนิดข้ออักเสบ andrographolide ขนาด 300 มก./กิโลกรัม จะยับยั้งการรั่วซึมของ acetic acid ซึ่งจะทำให้กำเนิด vascular permeability andrographolide ขนาด 20 มคก./มิลลิลิตร จะลดการผลิต a-tumor necrosing factor (ซึ่งเป็น cytokine ที่อยู่ในการทำให้เกิดการอักเสบ) ของเม็ดเลือดขาวโมโนซัยท์ ที่ถูกกระตุ้นโดย lipopolysaccharide รวมทั้งเพิ่มการสร้าง interleukin-1-b รวมทั้ง interleukin-6 เล็กน้อย ลดการผลิต a-tumor necrosing factor ในเม็ดเลือดแดงของอาสาสมัครสุขภาพดีที่ถูกกระตุ้นด้วย lipopolysaccharide ได้มากกว่า 96% แต่ไม่มีผลยับยั้ง interleukin-1-b และก็ interleukin-6 สาร andrographolide ขนาด 0.1-10 ไมโครโมล คุ้มครองปกป้องการยึดติดและเคลื่อนย้าย (adhesion and transmigration)ของเม็ดเลือดขาวนิวโตรฟิลที่ถูกรั้งนำโดย -formyl-methionyl-leucyl-phenylalanine (fMLP) โดยผ่านกรรมวิธีการที่ andrographolide จะไปลดการแสดงออก (up-expression) ของ CD11b และก็ CD18 รวมทั้งไปแย่ง fMLP จับกับ phorbol-12-myristate-13-acetate (PMA) ซึ่งเป็นตัวกระตุ้น protein kinase C ที่จะไปทำให้มีการเกิดการสร้าง ROS (reactive oxygen species)  ส่วนสกัดจากสารสกัดฟ้าทะลายมิจฉาชีพ (ไม่เจาะจงประเภทของสารสกัดแล้วก็ส่วนที่ใช้) ความเข้มข้น 100 มค.กรัม/มล. จะยั้งสารที่เกี่ยวข้องกับกรรมวิธีมีการอักเสบ โดยไปยับยั้ง platelet activating factor (PAF) 82±3% และก็ยั้ง fMLP 79±4%  ซึ่งเป็นสารที่ไปกระตุ้น neutrophil granulocyte ให้ผลิตสารที่จะไปทำให้มีการเกิดการอักเสบ ยิ่งไปกว่านั้นสามารถยับยั้ง neutrophil สำหรับในการผลิต elastase ซึ่งเป็นสารที่ส่งผลให้เกิดการอักเสบได้ 73±4%   สาร andrographolide ขนาด 1-100 ไมโครโมล จะยั้งการสร้าง NO ในเซลล์ RAW 264.7 ที่ถูกกระตุ้นโดย lipopolysaccharide รวมทั้ง g-interferon ขนาดของสารที่สามารถยับยั้งได้ 50% เท่ากับ 17.4±1.1 ไมโครโมล  ยิ่งไปกว่านี้ยังลด inducible NO synthase protein (iNOS protein) และลดความคงตัวของโปรตีนโดยผ่านกระบวนการ post-transcription รวมทั้งสารสกัดเมทานอลจากใบมีฤทธิ์ลดการผลิต nitric oxide ของ macrophage ที่ถูกกระตุ้นด้วย lipopolysaccharide โดยสาร andrographolide แล้วก็ neoandrographolide ซึ่งเป็นสารออกฤทธิ์ จะมีฤทธิ์ยั้งการสร้าง nitric oxide ที่ความเข้มข้น 0.1-100 ไมโครโมล แล้วก็ความเข้มข้นซึ่งสามารถยับยั้งการสร้าง nitric oxide 50% เท่ากับ 7.9 และก็ 35.5 ไมโครโมล ตามลำดับ ผลสำหรับการออกฤทธิ์ขึ้นกับความเข้มข้นของสาร เมื่อให้สัตว์ทดลองที่ถูกกระตุ้นด้วย lipopolysaccharide รับประทาน neoandrographolide ขนาด 5 รวมทั้ง 25 มก./กก./วัน จะยั้งการสร้าง nitric oxide 35 และ 40% ตามลำดับ ส่วน andrographolide เมื่อให้ทางปาก ไม่มีฤทธิ์ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว (3)  ยิ่งไปกว่านี้ยังมีการวิจัยพบว่าสาร deoxyandrographolide, didehydrodeoxyandrographolide และ neoandrographolide มีฤทธิ์ลดการอักเสบด้วยเหมือนกัน
          การเล่าเรียนทางสถานพยาบาลในคนป่วยแก่กว่า 12 ปี ปริมาณ 152 คน มีอาการไม่สบาย และเจ็บคอ มารับการรักษาที่โรงพยาบาลชุมชน 6 ที่ และก็องค์การเภสัชกรรม แบ่งเป็นกรุ๊ปแบบสุ่มให้ได้รับยาพาราเซตามอล จำนวน 53 คน  แคปซูลฟ้าทะลายมิจฉาชีพขนาด 3 ก./วัน ปริมาณ 48 คน ขนาด 6 กรัม/วัน จำนวน 51 คน กินติดต่อกันนาน 7 วัน พบว่าในวันที่ 3 ของการรักษาคนป่วยกลุ่มที่ได้รับพาราเซตามอลหรือแคปซูลฟ้าทะลายโจร
ขนาด 6 กรัม/วัน ลักษณะของการมีไข้รวมทั้งลักษณะของการเจ็บคอจะหายไปมากยิ่งกว่ากลุ่มที่ได้รับฟ้าทะลายขโมยขนาด 3 ก./วัน  แต่ผลการรักษาไม่ได้มีความแตกต่างกันในวันที่ 7 ของการดูแลรักษา
ฤทธิ์ต้านทานแบคทีเรีย  สารสกัดเอทานอล 95% จากใบอย่างเข้มข้น รวมทั้งสารสกัดน้ำจากราก ยับยั้งเชื้อ Staphylococcus aureus ในจานเลี้ยงเชื้อ สารสกัดเอทานอล 80% จากราก ขนาด 12.5 มิลลิกรัม/มิลลิลิตร รวมทั้ง 25 มิลลิกรัม/มล. ได้ผลไม่กระจ่างในการยับยั้งเชื้อ Pseudomonas aeruginosa รวมทั้ง S. aureus ในจานเลี้ยงเชื้อ เป็นลำดับ แล้วก็สารสกัดน้ำร้อนจากใบอย่างเข้มข้น ให้ผลไม่ชัดแจ้งในการยับยั้งเชื้อ S. aureus ในจานเลี้ยงเชื้อเช่นกัน ทดสอบสารสกัดเฮกเซน แล้วก็สารสกัดน้ำจากฟ้าทะลายมิจฉาชีพทั้งต้น ความเข้มข้น 200 มก./มล. ด้วยแนวทาง agar well diffusion method ไม่เป็นผลยั้งเชื้อ S. aureus เมื่อป้อนสารแขวนลอยของผงใบและก็ลำต้นฟ้าทะลายมิจฉาชีพแก่หนูขาว (Wistar albino weaning rats) 3 กรุ๊ปๆละ 24 ตัว ขนาด 0.12, 1.2 แล้วก็ 2.4 กรัม/กิโลกรัม นาน 6 เดือน โดยมีหนูอีก 24 ตัว กินอาหารตามธรรมดา เป็นกรุ๊ปควบคุม จากนั้นวางยาสลบหนู ดูดเอาเลือดจากห้องหัวใจ ตัดเยื่อปอดรวมทั้งตับมาวางไว้ที่จานเลี้ยงเชื้อที่มี B. subtilis และก็ pathogenic bacteria พบว่า ฟ้าทะลายโจรทุกขนาดความเข้มข้นไม่เป็นผลยั้งแบคทีเรีย S. aureus

2

เพกา
ชื่อสมุนไพร เพกา
ชื่ออื่นๆ/ชื่อเขตแดน ลิ้นฟ้า , หมากลิ้นฟ้า (โคราช,เลย,ภาคอีสาน) , มะลิดไม้ , มะลิ้นไม้ , ลิดไม้ (ภาคเหนือ) ,เบโก (จังหวัดนราธิวาส,ภาคใต้) ,หมากลิ้นช้าง , หมากลิ้นก้าง (ไทยใหญ่) ,กาโดโด้ง(กะเหรี่ยง-จังหวัดกาญจนบุรี) , ดอก๊ะ ,ดุมึง ,ด๊อกก๊ะ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) ,โชยเตี้ยจั้ง (จีน)
ชื่อสามัญ   Broken bone, Damocles tree, Indian trumpet flower, Indian trumpet tree
ชื่อวิทยาศาสตร์  Oroxylum indicum (L.) Vent.
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์  Oroxylum indicum (L.) Kurz
สกุล             Bignoniaceae
ถิ่นเกิด เพกาเป็นพืชท้องถิ่นที่มีมาตั้งแต่ดั้งเดิมของทวีปเอเชีย ซึ่งพบในประเทศอินเดียและเอเซียอาคเนย์ เป็นครั้งแรก ในขณะนี้สามารพบได้หลายประเทศ อาทิเช่น ประเทศอินเดีย พม่า ไทย ลาว เขมร มาเลเซีย รวมทั้ง จีนตอนใต้ด้วย ซึ่งมักจะพบเพกาตามป่าเบญจพรรณ แล้วก็ป่าชื้นทั่วๆไป ส่วนในประเทศไทยนั้นสามารถพบเพกาได้ทุกภาคของประเทศ แม้กระนั้นในการนำเพกามาทำเป็นอาหานั้น ดูเหมือนจะมีแต่ชาวไทยเท่านั้นที่นำมาบริโภค ส่วนประเทศอื่นๆนั้นไม่พบข้อมูลในการนำมาบริโภคเป็นอาหารแต่อย่างใด
ลักษณะทั่วไป   เพกาเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงกึ่งกลางแล้วก็เป็นไม้ ครึ่งผลัดใบไหมผลัดใบ สูง 5-12 เมตร ขนาดลำต้นราวๆ 10-30 เซนติเมตร เรือนยอดเล็ก กิ่งเปราะหักง่าย แตกกิ่งก้านน้อย ต้นที่มีอายุน้อยมีกิ่งใหญ่กึ่งกลางกิ่งเดียว เปลือกเรียบ มีใบเป็นกลุ่มกึ่งกลาง คล้ายกับต้นปาล์ม ภายหลังจากมีดอก ลำต้นจะแยกเป็นกิ่งระกะ เปลือกต้น สีน้ำตาลครีมอ่อน หรือเทาอ่อน แตกเป็นสะเก็ดสี่เหลี่ยม แล้วก็แผลของใบยาวถึง 150 ซม. มีต้นเหตุมาจากใบที่หล่นไปแล้ว ลำต้นรวมทั้งกิ่งมีรูระบายอากาศ กระจัดกระจายอยู่ทั่วๆไป เปลือกลำต้นเรียบสีเทา มีรอยแผลเป็น จากการหลุดตกของใบ ใบประกอบแบบขนนก 3 ชั้น ปลายคี่ ใบขนาดใหญ่ ยาว 60-200 ซม. เรียงตรงกันข้ามกันอยู่รอบๆปลายกิ่ง ใบย่อยรูปไข่ หรือรูปไข่แกมวงรี กว้าง 4-8 เซนติเมตร ยาว 6-12 ซม. ปลายยาว ขอบของใบเรียบ ฐานใบสอบแคบ ใบหมดจด หรือมีขนสีขาวสั้นๆข้างล่าง ท้องใบนวล ก้านใบบนสุดแยกออก 1 ครั้ง ก้านใบกลางแยก 2 ครั้ง และก็ก้านใบล่างแยก 3 ครั้ง ทำให้เห็นใบทั้งผองเป็นรูปสามเหลี่ยม  ก้านใบย่อยยาว 5-8 มม. ก้านใบข้าง รวมทั้งก้านใบร่วมโค้งพองออกที่ฐานแล้วก็ที่ข้อ ก้านใบยาว 0.5-2 เมตร ดอกช่อขนาดใหญ่แบบกระจะ ออกที่ปลายยอดเป็นกลุ่ม มีดอกย่อย 20-35 ดอก จะบานพร้อมคราวละ 2-3 ดอก ก้านช่อดอกยาว 60-180 ซม. ยื่นออกมานอกทรงพุ่มไม้ของยอด ดอกย่อยขนาดใหญ่ 8-12 เซนติเมตร กลีบสีนวลปนเขียวโคนกลีบเป็นหลอดสีม่วงแดง หรือม่วงข้างนอก หลอดกลีบดอกไม้ยาว 2-4 ซม. รูปแตร กลีบดอกไม้หนา ขอบย่นย่อ ไม่มีพู หรือพูไม่เท่ากัน มีต่อมกระจัดกระจายอยู่ภายนอก ด้านในมีขนหนาแน่น ดอกบานช่วงกลางคืน มีกลิ่นสาบฉุน รวมทั้งร่วงตอนเวลาเช้า มักจะมีดอกและผลในกิ่งเดียวกัน เกสรตัวผู้ 5 อัน ติดกับหลอดดอก โคนก้านมีขน เกสรตัวเมียมี 1 อัน กลีบเลี้ยงยาว 2-4 เซนติเมตร มีกลีบเลี้ยง 5 กลีบ เชื่อมติดกันเป็นรูปทรงกระบอก ปลายไม่แยกเป็นกลีบอย่างเด่นชัด เมื่อได้ผล กลีบเลี้ยงนี้จะเจริญก้าวหน้าเป็นเนื้อแข็งมากมาย ผลเป็นฝัก แบน โค้งเล็กน้อยที่ฐาน มีสันเล็กๆที่ข้างๆ คล้ายรูปลิ้น ห้อยอยู่เหนือเรือนยอด กว้าง 6-10 ซม. ยาว 30-120 ซม. สีน้ำตาลเข้ม สีแดง ติดฝักยาก ฝักเป็นรูปกระบี่ เมื่อแก่จะแตกเป็น 2 ด้าน เมล็ดแบนสีขาว  ขนาด 4-8 ซม. มีปีกบางโปร่งแสง เยื่อนี้ช่วยทำให้เมล็ดลอยละล่องตามกระแสลมให้ตกห่างต้นเพื่อขยายพันธุ์ได้ไกลขึ้น
การขยายพันธุ์ เพกาสามารถขยายพันธุ์ได้โดยการใช้เม็ด  โดยเลือกเมล็ดจากฝักแก่ เปลือกฝักแห้ง มีสีดำ โดยให้เก็บฝักไว้สัก 2-3 เดือน ก่อนนำมาเพาะเมล็ด เนื่องจากหลังจากฝักแก่ เมล็ดเพกาจะเข้าสู่ระยะพักตัวอยู่ตอนหนึ่ง ถ้าเกิดนำเมล็ดมาเพาะในพักหลังฝักแก่มักมีอัตราการงอกต่ำ ดังนั้น ก็เลยทิ้งฝักไว้สักระยะหนึ่งก่อน
การเพาะเม็ด ควรจะเพาะในถุงเพาะชำ เพื่อย้ายต้นลงปลูกเอาไว้ในแปลงได้สะดวก โดยนำเม็ดออกจากฝัก แล้วก็ผึ่งแดดสัก 2-3 วันก่อน จากนั้นค่อยนำมาเพาะ  สำหรับอุปกรณ์เพาะ ควรใช้ดินผสมกับวัสดุอินทรีย์ ตัวอย่างเช่น ปุ๋ยคอก ปุ๋ยธรรมชาติ และแกลบดำ แต่ว่าหากไม่สบายให้ใช้เพียงปุ๋ยมูลสัตว์สิ่งเดียวก็ได้ โดยใช้อัตราส่วนดิน:ปุ๋ยคอก:แกลบดำ ที่ 1:3:1 ก่อนบรรจุลงถุงเพาะชำ ต่อจากนั้น นำเมล็ดลงกลบ แล้วก็รดน้ำให้ชุ่ม กับดูแลด้วยการรดน้ำเป็นประจำแต่ละวัน ขั้นต่ำวันละ 1 ครั้ง จนกว่าต้นจะแตกหน่อ แล้วก็แตกใบได้ 2 ข้อ ก่อนย้ายลงปลูกภายในแปลง  การปลูกเพกานิยมปลูกในต้นหน้าฝน เมื่อต้นกล้าแตกยอดได้ 2 ข้อแล้ว ให้นำกล้าเพกาลงปลูกได้ สำหรับระยะปลูกให้มีระยะห่างที่ 4×4 เมตร โดยการขุดหลุมขนาดราว 30 ซม. ลึกประมาณ 30 เซนติเมตร ก่อนจะรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยมูลสัตว์โดยประมาณ 3-5 กำ แล้วก็ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 ราว 1 ถือมือ พร้อมคลุกหน้าดินผสม ก่อนจะนำกล้าเพกาลงปลูก
องค์ประกอบทางเคมี
ในฝักเจอสาร Oroxylin A , Chrysin     ,Baicalein , Triterpene  , Carboxyliv acid , Ursolic acid
ในเมล็ดพบสาร Flavonoids , Chrysin , Oroxylin A ,Terpene , Baicalein , Saponins , Benzoic acid  , 6-Glucoside , Tetuin
สำหรับองค์ประกอบของน้ำมันของเม็ดพบสาร
Caprylic, Lauric  , Myristic ,Palmitic ,Palmotoleic ,Stearic ,Oleic , Linoleic acid
ในใบเจอสาร Flavones  ,Baicalein ,Glycosides ,6,7-Glucuronides,7-Glucuronides , Chrysin , Scutellarein , Anthraquinone , Aloe emodin
ส่วนของลำต้นพบสาร Oroxylin A  ,Baicalein  ,Chrysin ,7-Glucuronides, Biochanin A ,Ellagic acid , Puunetin ,B-sitosterols ,b-Methylbailein  ,Lapachol
ส่วนรากเจอสาร  Oroxylin A  ,  Baicalein , Chrysin, Pterocarpan , Rhodioside  ,D-Galatose ,Sitosterol
ที่มา : wikipedia
ส่วนคุณประโยชน์ทางโภชนาการของด้วยเหตุว่านั้นมีดังนี้
คุณประโยชน์ทางโภชนาการในยอดอ่อนเพกา (100 กรัม) พลังงาน 101 กิโลแคลอรี โปรตีน 6.4 กรัม ไขมัน 2.6 กรัม คาร์โบไฮเดรต 13.0 กรัม วิตามินบี1 0.18 มก. วิตามินบี2 0.69 มก.และก็วิตามินบี3 2.4 มก.  ฝักอ่อนของเพกา (ต่อน้ำหนัก 100 กรัม) วิตามินซี 484 มก. วิตามินเอ 8,200 มิลลิกรัม แคลเซียม 13 มิลลิกรัม, ฟอสฟอรัส 4 มิลลิกรัม, โปรตีน 0.2 กรัม, คาร์โบไฮเดรต 14 กรัม, ไขมัน 0.5 กรัม, เส้นใย 4 กรัม
ผลดี/คุณประโยชน์  ประโยชน์ซึ่งมาจากเพกานั้นส่วนมากนิยมเอามารับประทานเป็นของกิน อาทิเช่น ฝักอ่อน อายุฝักราว 1 เดือน (ที่ขนาดไม่ใหญ่มากนัก สามารถใช้เล็บมือจิกลงไปได้) จัดเป็นผักประจำถิ่นที่นิยมเอามารับประทานด้วยการลวกหรือย่างไฟ คู่กับน้ำพริก รายการอาหารลาบต่างๆแล้วก็ซุปหน่อไม้ ซึ่งฝักอ่อนนี้ เมื่อกินจะมีรสขมอ่อนๆดังนี้ การย่างไฟ นิยมย่างไฟจากเตาถ่าน แต่บางทีอาจย่างจากไฟลุกไหม้ก็ได้ โดยย่างให้เปลือกฝักอ่อนร้อน แล้วก็อ่อนตัวจนถึงไหม้เกรียมเป็นสะเก็ดดำ แล้วค่อยขูดสะเก็ดดำออก ก่อนนำมาหั่นรับประทาน    ใบ รวมทั้งยอดอ่อน ชาวบ้านนิยมนำมากินดิบหรือลวกหรือปิ้งไฟ คู่กับน้ำพริก ซุปหน่อไม้ และรายการอาหารลาบต่างๆรวมทั้งนำมาผัดใส่กุ้ง หรือยำใส่กระเทียมเจียว ทั้งนี้ ใบอ่อน รวมทั้งยอดอ่อน มักไม่นิยมเด็ดมารับประทานมากนัก เพราะต้องให้ยอดเติบโต และติด ดอกบานนิยมเอามาลวกเท่านั้น เนื้อดอกเมื่อลวกแล้วจะมีความอ่อนนุ่ม แล้วก็ให้รสขมน้อยกว่าฝักอ่อน แล้วก็ยอดอ่อน นับได้ว่าเป็นส่วนที่อร่อยมากที่สุด และชอบใช้สำหรับกินคู่กับน้ำพริก ส่วนการใช้คุณประโยชน์อื่นๆนั้น ดังเช่นว่า แก่นไม้เพกา ในบางพื้นของภาคอีสาน นิยมใช้เผาถ่านสำหรับทำผงถ่านผสมทำดินปืนหรือดินบั้งไฟ ทั้งนี้ สามารถเผาเป็นถ่านได้ในรูปไม้สด เพราะเหตุว่าเนื้อไม้สดค่อนข้างจะแห้งอยู่แล้ว และเผาในรูปขอนไม้แห้ง ซึ่งเผาได้ง่ายกว่า แต่ว่าปัจจุบัน ไม่ค่อยนิยมแล้ว เพราะว่า ต้นเพกาในอีสานหายากขึ้น รวมทั้งหันมาใช้ไม้ยูคาลิปตัสแทน ส่วนฝักเพกาแก่ นิยมเอามาตากแห้ง รวมทั้งส่งออกต่างชาติเพื่อใช้ทำยาสมุนไพร สามารถทำรายได้ให้แก่เกษตรกรได้ นอกจากนี้ชาวกะเหรี่ยงยังใช้เปลือกต้นเพกาย้อมผ้าให้ได้สีเขียวอีกด้วย
ยิ่งไปกว่านี้เพกายังมีคุณประโยชน์ทางยาอีกด้วย ดังต่อไปนี้  ตำราเรียนยาไทย  ใช้  เม็ด ต้มน้ำกิน แก้ไอแล้วก็ขับเสมหะ ใช้เป็นยาระบาย เม็ดแก่ มีรสขม เป็นยาระบาย แก้ไอ ขับเสลด เมล็ดแห้ง ทำน้ำจับเลี้ยงแก้ร้อนใน หิวน้ำ ฝักแก่ มีรสขมกินได้ แก้ร้อนในอยากดื่มน้ำ ช่วยเจริญอาหาร หยุดไอ ฝักอ่อน มีรสขมร้อน ใช้เป็นยาขับลม
ใบ มีรสฝาดขม ต้มน้ำกินแก้ปวดท้อง เจริญอาหาร แก้ปวดข้อต่างๆ
เปลือกต้น -รสฝาดเย็น รวมทั้งขมบางส่วน เป็นยารักษาแผล ทำน้ำเหลืองให้ปกติ ขับน้ำเหลืองเสีย ขับเลือดดับพิษโลหิต บำรุงโลหิต แก้เสลดจุกคอ ขับเสลด แก้บิด แก้อาการจุกเสียด
ราก   มีรสฝาดเย็น ขมบางส่วน ใช้บำรุงธาตุ ทำให้เกอดน้ำย่อยอาหาร เจริญอาหาร   แก้ท้องเสีย แก้บิด แก้ไข้สันนิบาต
เพกาทั้งยัง 5    คือการใช้ส่วนราก ใบ ดอก ผล ต้น รวมกันจะมีรสฝาดเย็น มีคุณประโยชน์สมานแผล แก้อักเสบบวม แก้ท้องเดิน บำรุงธาตุ แก้น้ำเหลืองเสีย แก้ไข้เพื่อลม เพื่อเลือด

แบบ/ขนาดการใช้
ตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข      นำเปลือกต้นฝนกับน้ำปูนใสทาแก้อาการบวม ฟกช้ำ และก็ อักเสบ  หรือนำเปลือกเพกาฝนทารอบๆฝีแก้ปวดฝี        เปลือกต้นตำผสมกับสุรา     ใช้เป็นยากวาดประสะพิษซางเด็กรูปแบบเม็ดเหลือง      แก้ละอองขึ้นในปาก คอลิ้น แก้ละอองไข้     ใช้ฉีดพ่นตามตัวคนคลอดลูกที่ทนการอยู่ไฟมิได้ ทำให้ผิวหนังชา     ทารอบๆฝี แก้ปวดฝีทาแก้อาการฟกบวมอักเสบ  เปลือกต้นสดตำผสมกับน้ำส้ม  (ซึ่งได้จากรังมดแดง) หรือเกลือบก    รับประทานขับลมในลำไส้ แก้จุกเสียด แก้บิด แก้อาเจียนไม่หยุด    กินแก้เสมหะจุกคอ (ขับเสลด) ขับเลือดเน่าในเรือนไฟ บำรุงเลือด
นอกนั้น ช่วยรักษาโรคโรคเบาหวาน ด้วยการใช้เปลือกเพกา เปลือกต้นไข่เน่า ใบไข่เน่า แก่นลั่นทม บอระเพ็ด ใบเลี่ยน รากต้นหญ้าคา รวม 7 อย่าง น้ำหนักอย่างละ 2 บาท นำมาต้มกับน้ำกินทีละ 1 แก้วเล็ก ก่อนที่จะรับประทานอาหาร ตอนเช้าและก็เย็น  ช่วยแก้รวมทั้งบรรเทาอาการไอ และขับเสลดโดยใช้เม็ดแก่เพการาวครึ่งกำมือถึงหนึ่งกำมือ (1.5 – 3 กรัม) ใส่เอาไว้ข้างในหม้อที่เติมน้ำ 300 มิลลิลิตร แล้วต้มไฟอ่อนๆกระทั่งเดือดราวๆ 1 ชั่วโมง แล้วนำมาดื่มทีละ 1 แก้ว เช้าตรู่ ช่วงเวลากลางวัน เย็น กระทั่งอาการจะดีขึ้น  แก้โรคไส้เลื่อน ด้วยการใช้เปลือกต้นเพกา รากเขยตาย ต้นหญ้าตีนนก เอามาตำรวมกันให้ถี่ถ้วน แล้วนำไปละลายกับน้ำข้าวถู ใช้ขนไก่ชุบพาด นำมาทาลูกอัณฑะ
การศึกษาทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์ต้านทานการอักเสบ     ฟลาโวนอยด์ที่สกัดจากเพกาสามารถลดการอักเสบในเท้าของหนูเม้าส์ที่ถูกรั้งนำให้บวมด้วย dextran แล้วก็จะส่งผลลดบวมเพิ่มมากขึ้นเมื่อใช้ร่วมกับ a-chymotrypsin  สารสกัดจากเปลือกต้นเพกามีฤทธิ์ลดการอักเสบในหนูที่ถูกกระตุ้นให้เกิดการอักเสบด้วยอัลบูมินจากไข่  ฟอร์มาลิน และก็ฮีสตามีน แต่ว่าไม่มีผลในหนูที่ถูกกระตุ้นด้วยซีรัมจากม้า หรือไซลีน (xylene)  นอกเหนือจากนี้ยังพบว่าสารสกัดจากเปลือกมีฤทธิ์ลดการแพ้ในหนูที่กระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดภูมิแพ้ได้มากกว่าหนูธรรมดา
           จากการเรียนรู้ฤทธิ์ต้านทานการอักเสบในหลอดทดลอง พบว่าสารสกัดจากเปลือกต้นเพกามีฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบโดยยับยั้งสารภายในร่างกายที่กระตุ้นให้เกิดการอักเสบ คือ PGE2 รวมทั้ง NF-kB และยังออกฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระเมื่อทดลองด้วยการขัดขวางขั้นตอนการออกซิเดชันของไขมัน (lipid-peroxidation)  ยิ่งไปกว่านี้ยังพบว่าสารสกัดด้วยไดคลอโรมีเทนจากเปลือกต้น และก็รากมีฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบโดยยั้งโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี 5-lipoxygenase และพบว่าสาร lapachol ที่สกัดได้จากเปลือกต้นและก็รากของเพกาก็มีฤทธิ์ยั้งโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี 5-lipoxygenase ได้เช่นเดียวกัน โดยมีฤทธิ์ใกล้เคียงกับ fisetin ซึ่งใช้เป็นสารมาตรฐานสำหรับการทดสอบฤทธิ์ต้านการอักเสบ  นอกจากนี้ยังพบว่าสารสกัดด้วยน้ำจากเปลือกยังสามารถลดการอักเสบได้โดยลดการหลั่งโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี myeloperoxidase
ฤทธิ์ต้านทานเชื้อแบคทีเรียแล้วก็แก้ท้องเสียสารสกัดไดคลอโรมีเทนของเปลือกต้น และก็รากของเพกา มีฤทธิ์ต่อต้านเชื้อแบคทีเรียได้หลายสายพันธุ์ดังเช่นว่า Bacillus subtilis, Staphylococcus aureus, Escherichia coli และ Pseudomonas aeruginosa และก็ยังมีฤทธิ์ต่อต้านเชื้อราCandida albicans และก็พบสาร lapachol ที่สกัดได้จากเปลือกต้นและรากของเพกา มีฤทธิ์ต้านเชื้อ B. subtilis และก็ S. aureus ได้เทียบเท่ากับยา streptomycin  สารสกัดเพกาทั้งยังต้นด้วยการต้ม ไม่มีฤทธิ์ต้านทานเชื้อแบคทีเรีย Salmonella typi type 2 (ค่า MIC พอๆกับ 125 มก./มิลลิลิตร) แต่ว่ามีฤทธิ์อย่างอ่อนต่อเชื้อ Staphylococcus aureus (ค่า MIC เท่ากับ 15.13 มก./มล.) (2) สารสกัดจากฝักด้วยเอทานอล (80%) ขนาด 12.5 มิลลิกรัม/มิลลิลิตร มีฤทธิ์ไม่แน่นอนต่อเชื้อ S. aureus และ Escherichia coli
สำหรับสารสกัดจากตำรับยาเหลืองปิดสมุทรซึ่งมีเปลือกเพกาเป็นองค์ประกอบ และก็ใช้ทุเลาอาการท้องร่วงที่ไม่ได้มีต้นเหตุมาจากการต่อว่าดเชื้อ พบว่ามีฤทธิ์ลดอาการท้องเสียในหนูเม้าส์ที่ทำให้ท้องร่วงด้วยน้ำมันละหุ่ง และก็มีฤทธิ์ยั้งการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อเรียบในลำไส้เล็กขิงหนูตะเภา  ยิ่งไปกว่านี้ยังมีฤทธิ์ทำลายเชื้อแบคทีเรียที่นำมาซึ่งอุจจาระร่วง 6 สายพันธุ์ในหลอดทดลองหมายถึงBacillus cereus ATCC 14579, Escherichia coli ATCC 25922, Salmonella typhimurium ATCC 11331, Shigella flexneri  DMSC 1130, Staphylococcus aureus ATCC 25923, Vibrio parahaemolyticus DMST 5665 และ แบคทีเรียที่แยกได้จากอาหาร โดยสารสกัดด้วยน้ำจะออกฤทธิ์ดีมากกว่าสารสกัดด้วยแอลกอฮอล์แล้วก็สารสกัดของสมุนไพรโดดเดี่ยวแต่ละชนิดที่เป็นส่วนประกอบในตำรับยานี้
ฤทธิ์ต้านทานการยุบเกร็งกล้าม  สารสกัดฝักเพกาด้วยเอทานอลรวมทั้งน้ำ (1:1) มีฤทธิ์ต่อต้านการยุบเกร็งของกล้ามเนื้อของลำไส้เล็ก เมื่อทำการทดลองในหนูตะเภาที่ถูกทำให้มีการเกิดการยุบเกร็งของกล้ามเนื้อส่วนลำไส้เล็กด้วย acetylcholine รวมทั้ง histamine
ฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระ การเล่าเรียนใช้สารสกัดจากใบเพกาสำหรับในการต้านสารอนุมูลอิสระ DDPH รวมทั้งยับยั้งสารอนุมูลอิสระ Nitric Oxide พบว่า สารสกัดสามารถออกฤทธิ์ยั้งในค่า IC50 = 24.22 ไมโครกรัม/มิลลิลิตร และก็ ค่า IC10 = 129.81 ไมโครกรัม/มิลลิลิตร ของสารทั้ง 2 ตามลำดับ
ฤทธิ์ต้านทานโรคมะเร็ง การศึกษาทดสอบสารสกัดจากเพกาชื่อ Baicalein สำหรับการต้านทานเซลล์ของมะเร็ง HL-60 พบว่า สาร Baicalein สามารถยั้งเซลล์ของมะเร็ง HL-60 ได้มากกว่าร้อยละ 50 ด้านใน 36-48 ชั่วโมง
การศึกษาเล่าเรียนทางพิษวิทยา
การทดลองความเป็นพิษ มีการทดสอบกรอกสารสกัดรากเพกาด้วยน้ำร้อนแก่หนูเพศผู้ในขนาด 1 โมล/กก. มีแถลงการณ์ว่าทำให้มีการเกิดพิษ Dhar รวมทั้งภาควิชา กระทำทดสอบฉีดสารสกัดฝักเพกาด้วยเอทานอลและน้ำ (1:1) และสารสกัดรากเพกาด้วยเอทานอลและน้ำ (1:1) เข้าช่องท้องหนู พบว่าสารสกัดในขนาดสูงสุดที่หนูสามารถทนได้ (maximum tolerated dose)หมายถึง100 มิลลิกรัม/กิโลกรัม รวมทั้ง 1 ก./กก. ตามลำดับ (4) ธีระยุทธ ได้กระทำการทดลองความเป็นพิษกระทันหันของสารสกัดเปลือกเพกาด้วยเอทานอล (70%) โดยการฉีดเข้าช่องท้องแล้วก็กรอกลงกระเพาะหนูถีบจักรในขนาด 100 มก./กก.น้ำหนักตัว พบว่าสารสกัดไม่นำไปสู่พิษฉับพลันในหนู และเมื่อทดลองความเป็นพิษทันควันโดยใช้สารสกัดในขนาดสูงมากขึ้นเป็น400 และ 800 มก./กิโลกรัมน้ำหนักตัว พบว่าสารสกัดไม่นำมาซึ่งพิษฉับพลันเมื่อให้โดยการกรอกลงกระเพาะหนู แต่ทำให้เกิดพิษทันควันได้เมื่อฉีดเข้าช่องท้องในขนาด 800 มก./กก. สำหรับความเป็นพิษครึ่งเฉียบพลันของสารสกัด พบว่าเมื่อกรอกสารสกัดลงกระเพาะหนูถีบจักรในขนาด 400 และ 800 มก./กิโลกรัมน้ำหนักตัว ทุกเมื่อเชื่อวันตรงเวลา 30 วัน  พบว่าไม่กระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดพิษฉับพลันในหนู
รวมทั้งเมื่อป้อนสารสกัดจากตำรับยาเหลืองปิดสมุทรขนาด 5 กรัม/โล ครั้งเดียวให้หนูแรท พินิจการกระทำภายใน 14 วัน ไม่พบพิษแบบกะทันหันและก็ความผิดแปลกของอวัยวะภายใน แล้วก็เมื่อให้สารสกัดขนาด 1, 2 แล้วก็ 4 กรัม/กิโลกรัม/วัน แก่สัตว์ทดลองติดต่อกันตรงเวลา 90 วันไม่เจอพิษแบบครึ่งเรื้อรัง ไม่พบความไม่ดีเหมือนปกติของน้ำหนักตัว ค่าตรวจทางเลือดวิทยา และทางวิชาชีวเคมี และความเคลื่อนไหวในพยาธิวิทยาของอวัยวะภายใน  สำหรับตำรับยารักษาโรคมะเร็งที่ประกอบด้วยเพกา ชุมเห็ดเทศ (Senna alata (L.) Roxb.) และยาเขียว (Thunbergia laurifolia Lindl.) ซึ่งออกฤทธิ์ต่อต้านมะเร็งในหลอดทดสอบ ก็พบว่ามีความปลอดภัยสำหรับในการทดสอบความเป็นพิษแบบกระทันหันในสัตว์ทดลอง
ฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ จากการทดลองฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ โดยแนวทาง Ames’ test จากผลการทดสอบพบว่าสารสกัดในขนาดสูงสุดที่ทำงานทดสอบ (2 มิลลิกรัม/จานเพาะเชื้อ) กับ Salmonella typhimurium สายพันธุ์ TA98 รวมทั้ง TA100 พบว่าไม่มีคุณลักษณะสำหรับในการนำไปสู่การ กลายพันธุ์ อมรศรี แล้วก็แผนก พบว่าสารสกัดเพกาที่ได้จากการต้มมีฤทธิ์ต่อต้านการกลายพันธุ์ เมื่อทดสอบโดยแนวทาง Ames’ test
การคาดการณ์ความเป็นพิษของสารสกัดจากเพกาโดยแนวทาง somatic mutation and recom bination test ในแมลงหวี่ พบว่าสารสกัดเพกาในขนาด 120 มิลลิกรัม/มิลลิลิตร สามารถส่งผลให้เกิด somatic mutation ได้  โดยพบว่าแมลงหวี่ที่ได้รับสารสกัดมีจำนวนจุดบนปีกน้อยลง เมื่อเปรียบเทียบกับแมลงหวี่กรุ๊ปควบคุม และก็มีรายงานว่าส่วนสกัดอัลกอฮอล์ของเพกาเมื่อนำมาทำปฏิกิริยากับเกลือไนไตรท์ในสถานการณ์ห้อมล้อมที่เป็นกรดแล้วนำมาทดสอบการกลายพันธุ์ พบว่าสินค้าที่เกิดขึ้นมีฤทธิ์ก่อการกลายพันธุ์
ข้อแนะนำ/ข้อควรพิจารณา

  • หญิงมีครรภ์ไม่ควรกินฝักอ่อนของเพกา เนื่องจากมีฤทธิ์ร้อน โดยอาจจะก่อให้แท้งบุตรได้
  • ต้องระวังสำหรับการใช้เพการ่วมกับยากลุ่มต้านการแข็งตัวของเกร็ดเลือด เป็นต้นว่า แอสไพริน (aspirin) ,วาฟาริน (warfarin) , สารสกัดแปะก๊วย (Ginko biloba)
  • เพกาเป็นสมุนไพรที่มีฤทธิ์ร้อนอาจจะก่อให้เกิดผลข้างเคียงได้ อย่างเช่น มีการระคายกระเพาะได้

    เอกสารอ้างอิง

  • ธีระยุทธ กลิ่นสุคนธ์.  รายงานความก้าวหน้าโครงการวิจัยสมุนไพรที่ใช้รักษาโรคเขตร้อน (ครั้งที่ 1): โครงการย่อย “การวิจัยด้านพิษวิทยา”.  การสัมมนาเรื่อง “การพัฒนาการใช้สมุนไพรทางคลินิก และการวิจัยทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของสมุนไพร ที่ใช้รักษาโรคเขตร้อน” 26-27 ก.พ. 2530, มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • เพกา.สมุนไพรทีใช้ในงานสาธารณสุขมูลฐาน.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล
  • จีรเดช มโนสร้อย วรพงษ์ กิจดำรงธรรม ปราโมทย์ เสถียรรัตน์ อรัญญา มโนสร้อย. การทดสอบความเป็นพิษแบบเฉียบพลันของสารสกัดตำรับยารักษาโรคมะเร็งที่คัดเลือกจากฐานข้อมูลตำรายาสมุนไพรไทย มโนสร้อย 2. วารสารการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก 2553;8(2):54.
  • อมรศรี ช่างปรีชากุล อริศรา เวชกัลยามิตร มาลิน จุลศิริ ปัญญา เต็มเจริญ.  การต้านสารก่อกลายพันธุ์ของสารสกัดน้ำจากพืช สมุนไพรชนิดที่สามารถนำมาปรุงเป็นเครื่องดื่ม. Special project, Faculty of pharmacy, Mahidol university,1991.
  • เพกา.ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์มหิทยาลัยอุบลราชธานี
  • Ali RM, Houghton PJ, Raman A, Hoult JRS.  Antimicrobial and antiinflammatory activities of extracts and  constituents of Oroxylum indicum (l.) Vent.  Phytomedicine 1988;5(5):375-81.
  • เพกา.สมุนไพรที่มีการใช้ในผู้ป่วยติดเชื้อและผู้ป่วยเอดส์.สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล
  • อุดมการณ์ อินทุใส และปาริชาติ ทะนานแก้ว . สมุนไพรไทย ตำรับยา บำบัดโรค บำรุงร่างกาย.2549.
  • ธีระยุทธ กลิ่นสุคนธ์.  รายงานความก้าวหน้าโครงการวิจัยสมุนไพรที่ใช้รักษาโรคเขตร้อน (ครั้งที่ 2): โครงการย่อย “การวิจัยด้านพิษวิทยา”.  การสัมมนาเรื่อง “การพัฒนาการใช้สมุนไพรทางคลินิกและการวิจัยทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของสมุนไพรที่ใช้รักษาโรคเขตร้อน” 26-27 ก.พ. 2530, มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • เพกา/ลิ้นฟ้า สรรพคุณและการปลูกเพกา.พืชเกษตรดอทคอมเว็บเพื่อพิชเกษตรไทย http://www.disthai.com/
  • นพมาศ สุนทรเจริญนนท์. การพัฒนาตำรับยาแผนโบราณเพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน. การสัมมนาเรื่อง “การเผยแพร่ผลงานวิจัยด้านสมุนไพรสู่ระดับอุตสาหกรรม ครั้งที่ 2”, 19-20 มีนาคม ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ, 2552.
  • ขวัญฤทัย คำฝาเชื้อ.2551.พฤกษศาสตร์พื้นบ้านของชาวกะเหรี่ยง ที่ตำบลบ้านจันทร์และแจ่มหลวง อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ .วิทยานิพนธ์(วิทยาศาสตร์มหาบัณฑิต) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.271 หน้า
  • Glinsukon T. Toxicological report. Symposium on Development of Medicinal Plants for Tropical Diseases, 26-27 February, Bangkok, Thailand, 1987. p.110-4.
  • เพกา.กลุ่มยาแก้โรคบิด ท้องเดิน ท้องร่วง โรคกระเพาะ.สรรพคุณสมุนไพร 200 ชนิด .โครงการอนุรักษ์พันธุกรมมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพฯรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี.
  •   Siriwatanametanon N, Fiebich BL, Efferth T, Prieto JM, Heinrich M. Traditional Used Thai Medicinal Plants: In Vitro Anti-inflammatory, anticancer and Antioxidant Activities. J Ethnopharmacol 2010; 130:196-207.
  • Golikov PP, Brekhman II. Pharmacological study of a liquid extract from the bark of Oroxylum indicum.  Rastit, Resur 1967; 3(3): 446.
  • พัฒน์ สุจำนงค์.  ตำรายาไทย-จีนยากลางบ้าน ยาสมุนไพร และยาแผนโบราณ.  ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แพร่วิทยา, 2524. หน้า 363.
  •   Chen CP, Lin CC, Namba T.  Development of natural crude drug resources from Taiwan. (VI). In vitro studies of the inhibitory effect on 12 microorganisms.  Shoyakugaku Zasshi 1987; 41(3):215-25.
  • แก้ว กังสดาลอำไพ วรรณี โรจนโพธิ์. การประเมินฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ของสมุนไพรไทยในรูปของยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข และสมุนไพรบางชนิด โดยวิธีเอมส์

3

ถั่งเช่า
ทานถั่งเช่าได้ผลภายในกี่วัน
-ถั่งเช่า ช่วยรักษาผู้ที่มีลักษณะจากการที่สืบเนื่องมาจากการเป็นโรคไตตัวอย่างเช่นอาการ ปวดหลัง ปัสสาสะบ่อยมาก ฯลฯ
-ช่วยเพิ่มความฟิตให้กับร่างกายของนักกีฬาได้อย่างดีเยี่ยม โดยยิ่งไปกว่านั้นนักกีฬาประเภทวิ่งแข็ง หรือนักกีฬาที่ใช้ภาระหน้าที่กำลังเป็นอันมาก
-ช่วยเพิ่มสมรรถนะเพศได้เป็นอย่างดีเนื่องจาก ถั่งเช่านั้นช่วยให้เลือดเข้าไปหล่อเลี้ยงที่ของลับได้มากขึ้น-สมุนไพร ถั่งเช่าช่วยให้น้ำเชื้ออสุจิแข็งแร็ง
-ถั่งเช่า ช่วยลด และต่อต้านอนุมูอิสระภายในร่างกาย ช่วยยั้งและก็ชะลอความแก่ได้ รวมทั้งซ่อมแซมเซลต่างๆที่เสื่อมภายในร่างกาย
-ช่วยเพิ่มความจำ แล้วก็คุ้มครองปกป้องโรคสมองเสท่อมได้
-ช่วยลดอาการใจสั่น และหัวใจเต้นเร็ว ที่เป็นผลมาจากโรคที่เกิดขึ้นและมีปัญหาเกี่ยวกับความดันเลือด
-ช่วยขยายเส้นโลหิต ช่วยเพิ่มระดับออกสิเจนในเลือด รวมทั้งช่วยทำให้เลือดมีระบบไหลเวียนที่ดียิ่งขึ้น
-ช่วยยั้งเชื้อร้ายอย่างแบคทีเรียในร่างกายได้กระทั่งเชื้อแบคทีเรียที่รุนแรงอย่างวัณโรคก็ตาม
-ถั่งเช่า ช่วยทำให้เลือดลมของสุขภาพสตรีเดิน รอบเดือนมาธรรมดา รวมทั้งยังช่วยให้สุขภาพสตรีมีความพร้อมเพรียงที่จะมีบุตรเยอะขึ้นเรื่อยๆดด้วย
-ช่วยต้านโรคมะเร็ง ด้วยเหตุว่าสารคอร์ไดเซปินใน ถั่งเช่าเป็นสารต่อต้านโรคมะเร็งทำให้ยั้งการเป็นวัณโรคมะเร็งได้ รวมถึงช่วยไม่ให้คนเจ็บโรคมะเร็งที่หายแล้วกลับมาเป็นอีก
สารออกฤทธิ์ที่สำคัญของถั่งเช่า
ที่ตัวของ สมุนไพร ถั่งเช่านั้นมีสรรพคุณต่างๆมากมายเพราะในตัวของถั่งเช่า มีสารออกฤทธิ์สำคัญนั้นเอง ขึ้นรถออกฤทธิ์ที่สำคัญของถั่งเช่าที่ค่อนข้างเป็นอระโยชน์รวมทั้งได้รับการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์แล้วมีดังนี้
1.สาร Cordycepin งานเรียนทดสอบพบว่าสารตัวนี้สามารถ ช่วยแก้อาการอ่อนแรง บำรุงกำลัง ต่อต้านเชื้อโรคช่วยให้การไหลเวียนเลือด บำรุงเลือด บำรุงหัวใจ ต้านการโตของเซลล์มะเร็ง บำรุงไต รักษาโรคไตอักเสบ บำรุงระบบแพร่พันธุ์ ปรับสมดุลร่างกาย แล้วก็ เสริมภูมิคุ้มกัน
2.สาร Nitric oxides สารตัวนี้เป็นสารที่ช่วยกรรมวิธีการแข็งตัวของอวัยวะสืบพันธุ์ชายให้ทำงานดียิ่งขึ้น แข็งเร็ว และก็ นานขึ้น มันจะออกฤทธิ์สำหรับการขยายหลอดเลือดให้เข้าสู่องคชาติเพิ่มมากขึ้น ถั่งเช่า ให้การแข็งตัวของของลับนานขึ้นอย่างสมบูรณ์
3.สาร Adrenaline สารตัวนี้เป็นสารที่ช่วยเพิ่มพลังงานให้กับร่างกาย มันจะมีผลให้สุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงขึ้น ไม่มีอาการเหน็ดเหนื่อย และก็สามารถนอนได้อย่างเต็มเปี่ยมหลับเต็มอิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งยังยังสามารถช่วยชะลอความแก่ให้กับคนอย่างพวกเราๆได้อีกด้วย
4.สารPolysaccharide สารตัวนี้เป็นสารที่ช่วยเสริมภูมิต้านทานให้กับร่างกายของผู้คน มันจะสร้างกลไกการป้องกันโรค รวมทั้งคุ้มครองปกป้องการเกิดโรคมะเร็งได้เป็นอย่างดี
ตัวอย่างงานศึกษาค้นคว้าและการวิจัยเล็กน้อยที่เกี่ยวโยงกับฤทธิ์ของ ถั่งเช่าในทางเภสัชวิทยา โดยที่เป็นงานศึกษาเรียนรู้ในตัวของคน ดังต่อไปนี้
-จากการค้นคว้าเกี่ยวกับกรณีของฤทธิ์จาก ถั่งเช่าที่ส่งผลกระตุ้นสมรรถทางเพศของเพศชายจากปริมาณตัวอย่างทั้งมวล 22 คน ผลปรากฏว่า ฤทธิ์ของ ถั่งเช่านั้นสามารถช่วยเพิ่มสเปิร์มในเชื้อน้ำเชื้อของผู้ชายจากกลุ่มของตัวอย่างได้ถึง33%รวมทั้งยังสามารถช่วยลดจำนวนสเปิร์มที่อ่อนแอ หรือไม่ธรรมดาลงในเชื้อน้ำเชื้อของเพศชายจากกลุ่มตัวอย่าง29%จากการที่เพียงแค่ให้เพศชายจากกลุ่มทดลองนี้กิน ถั่งเช่าแค่เป็นอาหารเสริมเท่านั้น นอกนั้นยังมีอีกหนึ่งตัวอย่างตัวอย่างด้วยกันที่เป็นการวิจัยเกี่ยวกับสมรรถภาพทางเพศ เป็นมีการให้กลุ่มทดลองทั้งหมดศ คือมีการให้กลุ่มตัวอย่างทั้งหมดศชาย แล้วก็ผู้หญิงจำนวน 189 คน ที่มีภาวะอารมณ์ทางเพศน้อยลงได้ลองรับประทาน ถั่งเช่าผลปรากฏว่า สามารถช่วยทำให้กลุ่มของตัวอย่างทั้งสิ้นศชาย แล้เพศหญิงนั้นให้กลับมามีอารมณ์ทางเพศที่มากขึ้นได้ถึง 66%
-จากการศึกษาค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับกรณีของฤทธ์จาก สมุนไพร ถั่งเช่าที่มีผลช่วยลดน้ำตาลในเลือด ค้นพบว่าถั่งเช่านั้นสามารถช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้สูงสุดถึง 95% โดยทานถั่งเช่าแค่เพียงวันละ 3 กรัมเพียงแค่นั้น โดยแตกต่างจากกลุ่มที่ยังคงรักษาด้วยยาแผนปัจุบันอย่างสิ้นเชิง เพราะว่าการควบคุมระดับน้ำตาลจากยาแผนปัจจุบันนั้นสามารถคุมระดับน้ำตาลเพียงแค่ได้เพียงแต่ 54 % เท่านั้น

ถั่งเช่าสายพันธุ์ไหนที่ดีเยี่ยมที่สุด?[/size][/b]
ถั่งเช่ามีมากหลากหลายประเภท นานัปการสายพันธุ์ แล้วก็จากหลายพื้อที่ ทั้งยังแบบเกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ แล้วก็แบบที่เกิดขึ้นจากกระบวนการเพาะเลี้ยง ส่วนถั่งเช่าสายพันธ์ไหนที่แพงที่สุดในโลกนั้นก็อาจจำต้องกล่าวว่าเป็นถั่งเช่าสายพันธ์ประเทศทิเบต ต้นเหตุก็เนื่องจากว่าหายาก แม้กระนั้นในตอนนี้ได้มีหลักฐานการตรวจสอบแล้วก็พบว่าสารออกฤทธิ์สำคัญสำหรับเพื่อการรักษาโรคของเห็ดถั่งเช่าสีทองคำ(ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่เพาะเลี้ยงได้ง่าย) มีมากกว่าถั่งเช่าประเทศทิเบตหลายเท่า ยิ่งไปกว่านี้การที่เห็ดถั่งเช่าสีทองคำสามารถเพาะเลี้ยงได้ทให้สามารถควบคุมสารเจือปนแล้วก็โลหะหนักให้เป็นไปตามมาตรฐานได้ง่ายกว่าถั่งเช่าประเทศทิเบตที่เก็บมาจากธรรมชาติ
-เกรดของถั่งเช่า
นอกเหนือจากถั่งเช่ามีหลายสายพันธุ์แล้ว ถั่งเช่ายังมีหลายเกรดอีกด้วย โดยหลักๆที่พบในตอนนี้และตามท้องตลาดก็จะมี 2 เกรดร่วมกันดังต่อไปนี้
-เกรด AAA –ถั่งเช่าเกรด AAA คือ ถั่งเช่าที่ได้รับการคัดสรรมาอย่าดีว่าเป็น ถั่งเช่าที่มีสาระ รวมทั้งสารอาหารมากว่า ถั่งเช่าธรรมดา รวมทั้งเป็น ถั่งเช่าที่มีขนาดมาตรฐาน แล้วก็ถูกเก็บมาในช่วงเวลาที่ถูกต้อง
-เกรด A-ถั่งเช่าเกรด Aหมายถึงสมุนไพร ถั่งเช่าที่มีคุณลักษณะเกือบจะเหมือนถั่งเช่าเกรด AAA ทุกสิ่ง เพียงแต่ว่าขนาดของมันนั้นไม่ได้มาตรฐานเพียงเท่านั้น
นอกจากถั่งเช่า 2 เกรดที่ว่ามาแล้วนั้นยังมีเกรดอื่นๆแม้กระนั้นไม่เป็นที่ชื่นชอบในตลาด ที่นิยมก็มีเพียงแค่ 2 เกรดสำคัญๆแค่นั้น เพื่อให้เกิดความปลอดภัยพวกเราควรซื้อ ถั่งเช่าจากร้านขายยา หรือสมุนไพรจีนที่เปิดให้บริการมาอย่างนาน หรือร้านค้าที่เป็นที่ชื่นชอบกับคนทั่วๆไป ดังนี้นั้นก็เพื่อก็เพื่อความสบายใจรวมทั้งจะได้ไม่ถูกหลอกให้ซื้อของเลียนแบบนั้นเอง

Tags : สมุนไพรถั่งเช่า

4

ต้นหญ้าหนวดแมว
ชื่อสมุนไพร  ต้นหญ้าหนวดแมว
ชื่ออื่นๆ/ชื่อแคว้น  พยับเมฆ (จังหวัดกรุงเทพ) บางรักป่า (จังหวัดประจวบคีรีขันธ์), อีตู่ป่า (เพชรบุรี) หญ้าหนวดเสือ
ชื่อสามัญ Kidney tea plant, Cat’s whiskers, Java tea, Hoorah grass
ชื่อวิทยาศาสตร์ Orthosiphon aristatus (Blume) Miq.
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์  Orthosiphon grandiflorus Bold. ,Orthosiphon stamineus Benth.
ตระกูล Lamiaceae หรือ Lamiaceae
บ้านเกิด  ต้นหญ้าหนวดแมวจัดเป็นพืชป่าในเขตร้อนชื้นมีถิ่นเกิดแถวทวีปเอเชียใต้แถบอินเดีย , บังคลาเทศ , ศรีลังกาแล้วก็ทางตอนใต้ของจีนแล้วมีการกระจายพันธุ์ไปสู่ในประเทศเขตร้อนที่ใกล้เคียง (ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้) ตัวอย่างเช่น เมียนมาร์ ไทย ลาว เขมร มาเลเซีย อื่นๆอีกมากมาย ในประเทศไทย มีการนำต้นหญ้าหนวดแมวมาเป็นสมุนไพรรักษาโรคนิ่วและก็ขับเยี่ยวมานานแล้ว ตราบจนกระทั่งในตอนนี้มีการวิจัยเกี่ยวกับต้นหญ้าหนวดแมวว่าสามารถบำบัดรักษาโรคและสภาวะต่างๆได้มากมายหลายโรคก็เลยทำให้ความชื่นชอบในการใช้หญ้าหนวดแมวมากเพิ่มขึ้น
ลักษณะทั่วไป   หญ้าหนวดแมวมีลักษณะ ต้น เป็นไม้พุ่มล้มลุก ขนาดเล็ก เนื้ออ่อน สูง 30-60 ซม. แก่ยาวนานหลายปี ลำต้นแล้วก็กิ่งไม้ค่อนข้างจะเป็นสี่เหลี่ยมเห็นได้ชัดเจน มีสีม่วงแดง และมีขนนิดหน่อย แตกกิ่งก้านสาขามากมาย โคนต้นอ่อนโค้ง ปลายตั้งตรง ตามยอดอ่อนมีขนกระจัดกระจาย ใบเป็นโดดเดี่ยว ออกตรงข้าม สีเขียวเข้ม รูปไข่ หรือรูปสี่เหลี่ยมข้ามหลามตัด ตามเส้นใบมักมีขน กว้าง 2-5 เซนติเมตร ยาว 5-10 ซม. ปลายใบเรียวแหลม โคนใบสอบ ขอบใบจะเป็นฟันเลื่อยห่างๆนอกจากขอบที่โคนใบจะเรียบ มีขนตามเส้นใบอีกทั้งข้างบนรวมทั้งด้านล่าง เนื้อใบบาง ก้านใบยาว 2-4.5 ซม. มีขน ดอก มีสีขาว หรือขาวอมม่วงอ่อน ออกเป็นช่อกระจะตั้ง ที่ปลายยอด เป็นรูปฉัตร ยาว 7-29 ซม. มีดอกย่อยราว 6 ดอก ขนาดดอก 1.5 ซม. ดอกจะบานจากข้างล่างขึ้นไปข้างบน ริ้วตกแต่งรูปไข่ ยาว 1-2 มิลลิเมตร ไม่มีก้าน กลีบเลี้ยงเชื่อมชิดกันเป็นรูประฆัง งอนิดหน่อย ยาว 2.5-4.5 มิลลิเมตร เมื่อสำเร็จยาว 6.5-10 มม. ภายนอกมีต่อมน้ำมันหรือเป็นปุ่มๆกลีบโคนเชื่อมชิดกันเป็นหลอดตรงเล็ก ยาว 10-20 มม. ปลายแยกเป็นปากสองปาก ปากบนใหญ่กว่า ปากบนมีหยักตื้นๆ4 หยัก โค้งไปทางด้านหลัง ปากข้างล่างตรง โค้งเป็นรูปช้อน เกสรเพศผู้มี 4 อัน เรียงเป็น 2 คู่ คู่ล่างยาวกว่าคู่บนน้อย ก้านเกสรยาว สะอาด ไม่ติดกัน ยื่นยาวออกมานอกกลีบเห็นได้ชัดเหมือนหนวดแมว อับเรณูเป็น 2 พู ด้านบนบรรจบกัน ก้านเกสรเพศเมียเรียวเล็ก ยาว 5-6 เซนติเมตร ปลายก้านเป็นรูปกระบอง ปลายสุดมี 2 พู ผลได้ผลสำเร็จแห้งไม่แตก รูปขอบขนานกว้าง แบน แข็ง สีน้ำตาลเข้ม ขนาดเล็ก ยาวโดยประมาณ 1-2 มม. ผลจะเจริญเป็น 4 ผลย่อยจากดอกหนึ่งดอก ตามผิวมีรอยย่น ออกดอกแล้วก็ติดผลราวกันยายนถึงเดือนตุลาคม ถูกใจขึ้นที่ชื้น มีแดดรำไรในป่าริมลำน้ำ หรือน้ำตก
การขยายพันธุ์ ต้นหญ้าหนวดแมว เป็นไม้ล้มลุกที่เติบโตก้าวหน้าในดินเปียกชื้น คล้ายกับกระเพรารวมทั้งโหระพา ก็เลยทนต่อภาวะแห้งได้น้อย โดยเหตุนั้น การปลูกต้นหญ้านวดแมวควรต้องเลือกสถานที่ปลูกที่ออกจะเปียกชื้นเสมอหรือมีระบบให้น้ำอย่างทั่วถึง แม้กระนั้นในฤดูฝนสามารถเติบโตได้ทุกพื้นที่
                อีกทั้งหญ้าหนวดแมวเป็นพืชชอบดินร่วน และก็มีอินทรียวัตถุสูง ด้วยเหตุนี้ ดินหรือแปลงปลูกควรจะเพิ่มเติมสารอินทรีย์ เป็นต้นว่า ปุ๋ยธรรมชาติ ปุ๋ยหมัก ก่อนกระพรวนผสมกันไปจนกว่าจะเข้ากันแล้วก็กำจัดวัชพืชออกให้หมด
ส่วนการปลูกหญ้าหนวดแมว ปลูกได้ด้วย 2 วิธี เป็น

  • การปักชำกิ่ง ตัดกิ่งที่ยังไม่มีดอก ยาวราว 15-20 ซม. ต่อจากนั้น เด็ดกิ่งแขนง แล้วก็ใบออกด้านโคนกิ่งออก ในความยาวประมาณ 5 เซ็นติเมตร พร้อมทั้งเด็ดยอดทิ้ง ก่อนนำมาปักชำ ซึ่งอาจปักชำในกระถางหรือปักชำลงแปลงปลูก
  • การหว่านเมล็ด นำเม็ดหว่านลงแปลงที่จัดแจงไว้ โดยหว่านให้เมล็ดมีระยะห่างกันโดยประมาณ 3-5 เซนติเมตร ก่อนให้น้ำ ใส่ปุ๋ย และก็ดูแลจนต้นกล้าอายุราวๆ 20-30 วัน หรือสูงประมาณ 10-15 ซม. ก่อนแยกปลูกลงแปลงถัดไป


ต้นหญ้านวดแมว เป็นพืชที่ต้องการความชุ่มชื้นสูง หากขาดน้ำนาน ลำต้นจะเหี่ยว และก็ตายได้เร็วทันใจ ด้วยเหตุนี้ กล้าต้นหญ้าหนวดแมวหรือต้นที่ปลูกไว้ในแปลงแล้ว ควรมีการให้น้ำอย่างต่ำ 2 วัน/ครั้ง
การเก็บเกี่ยว ต้นหญ้าหนวดแมว มีอายุเก็บเกี่ยวราว 120-140 วัน ข้างหลังปลูก บางทีอาจเก็บเกี่ยวด้วยการถอนทั้งยังต้นหรือทยอยเด็ดเก็บกิ่งมาใช้ประโยชน์ก็ได้
องค์ประกอบทางเคมี
หญ้าหนวดแมวมีองค์ประกอบทางด้านพฤกษเคมีที่สะดุดตาคือ สารกลุ่ม phenolic compoundsเช่น rosmarinic acid, 3’-hydroxy-5, 6,    7, 4’-tetramethoxyflavone, sinensetin แล้วก็eupatorin รวมทั้ง pentacyclic triterpenoid ที่สำคัญเป็น betulinic acid2 นอกจากนั้นยังเจอ glucoside orthosiphonin, myoinositol, essential oil, saponin, alkaloid, phytosterol, tannin เจอสารกลุ่มฟลาโอ้อวดน อาทิเช่น sinensetin, 3’-hydroxy-5,6,7,4’-tetramethoxy flavones Potassium Salf ในใบ และก็Hederagenin, Beta-Sitosterol, Ursolic acid ในต้นอีกด้วย
ซึ่งสารในหญ้าหนวดแมวพวกนี้มีรายงานฤทธิ์ทางสรีรวิทยารวมทั้งเภสัชวิทยาล้นหลาม ตัวอย่างเช่น การขับเยี่ยว ลดระดับกรดยูริค (hypouricemic activity) คุ้มครองปกป้อง ตับ ไต และกระเพาะ ลดความดันโลหิต ต้านสารอนุมูลอิสระหรือปฏิกิริยาขบวนการออกซิเดชัน ต่อต้านการอักเสบ เบาหวาน รวมทั้งจุลชีวิน ลดไขมัน (antihyper-lipidemic activity) ลดความต้องการทานอาหาร (anorexic  activity)  และก็ปรับสมดุลภูมิต้านทานของร่างกาย (immunomodulation)
 
 
 องค์ประกอบทางเคมีของสารพฤกษเคมีในหญ้าหนวดแมว (a)    rosmarinic acid, (b)  3’-hydroxy-5,6,7,4’-tetramethoxyflavone, (c) eupatorin, (d) sinensetin, (e) betulinic acid
                 
     Tannin ที่มา: Wikipedia                      Myo-inositol   ที่มา: Google
คุณประโยชน์  หญ้าหนวดแมวเป็นสมุนไพรที่ชาวไทยได้ประยุกต์ใช้รักษาโรคมานานแล้ว โดยมีคุณประโยชน์ตามตำราไทยเป็นใบมีรสจืด ใช้เป็นยาชงแทนใบชา รับประทานขับเยี่ยว ขับนิ่ว แก้โรคไต แล้วก็กระเพาะปัสสาวะอักเสบ แก้เมื่อย แล้วก็ไขข้ออักเสบ แก้คลื่นเหียนอาเจียน แก้ถุงน้ำดีอักเสบ ทุเลาอาการไอ แก้โรคหนองใน ราก ขับฉี่ ขับนิ่ว ทั้งต้น แก้โรคไต ขับปัสสาวะ รักษาโรคกระษัย รักษาโรคปวดตามสันหลัง และบั้นเอว รักษาโรคนิ่ว แก้โรคหนองใน รักษาโรคเยื่อจมูกอักเสบ ล้างสารพิษในไต
ส่วนในทางการแพทย์แผนปัจจุบันนั้น มีผลการศึกษาทำการค้นคว้าและวิจัยกล่าวว่า หญ้าหนวดแมวมีสรรพคุณ

  • ความดันโลหิตสูง ต้นหญ้าหนวดแมวทำให้ความดันเลือดต่ำลง แล้วก็ยังสามารถลดภาวการณ์เส้นเลือดหดตัวได้ด้วย ก็ยิ่งทำให้ปลอดภัยในคนป่วยกลุ่มนี้มากเพิ่มขึ้น
  • การต่อว่าดเชื้อระบบทางเท้าเยี่ยว โรคนี้แพทย์มักชี้แนะให้คนเจ็บดื่มน้ำมากๆโดยยิ่งไปกว่านั้นในระยะเริ่มต้นหากกินน้ำมากๆก็จะสามารถช่วยให้หายได้โดยไม่ต้องรับประทานยาปฏิชีวนะ การดื่มน้ำมากมายๆราวกับเป็นการช่วยทำให้เชื้อโรคถูกขับออกไทยจากระบบทางเท้าฉี่ไปเรื่อยยิ่งขับออกเร็วมากเท่าไรลักษณะโรคก็จะหายเร็วมากยิ่งกว่าเดิมเท่านั้นถ้าเกิดเชื้อสะสมอยู่ในระบบทางเท้าเยี่ยวก็จะกระตุ้นการหลั่งสารกรุ๊ป cytokines โดยเฉพาะอย่างยิ่ง interleukin 6  ที่ให้ผลทั้งเฉพาะที่ในระบบฟุตบาทฉี่และก็กระทบไปทั่วร่างกาย (systemic effect) เป็นนำมาซึ่งการก่อให้เกิดการปวด อักเสบ และมีไข้ได้ ต้นหญ้าหนวดแมวก็ยังสามารถช่วยลดการอักเสบ ปวด ไข้ และคุ้มครองป้องกันไม่ให้เชื้อติดตามเนื้อเยื่อระบบทางเท้าฉี่ เชื้อก็จะหลุดออกไปกับน้ำเยี่ยวได้เร็วขึ้น
  • เบาหวาน หญ้าหนวดแมวทำให้น้ำตาลในกระแสโลหิตน้อยลงเพราะยั้งเอนไซม์ α-glucosidase แล้วก็  α-amylase  รวมทั้งลดพิษจากการได้รับกลูโคสจำนวนสูง ก็เลยสามารถประยุกต์ใช้ในคนไข้โรคเบาหวานได้โดยสวัสดิภาพแล้วก็ตำราเรียนยาโบราณยังอาจใช้รักษาโรคเบาหวานได้ด้วย
  • นิ่ว หญ้าหนวดแมวเป็น hypourecimic agent คือขับกรดยูริกออกมาจากกระแสโลหิต ลดการเกิดนิ่วจากกรดยูริกได้ ทั้งยังยังลดการบิดเจ็บในไตที่เกิดขึ้นจากนิ่ว calcium oxalate ได้ด้วย
  • มะเร็ง หญ้านวดแมวเป็นพิษต่อเซลล์ของมะเร็งหลายชนิดและลดการสร้างเส้นโลหิตใหม่ไม่ให้ผลิออกไปเลี้ยงก้อนเนื้อมะเร็ง ก็เลยให้ผลดีในการร่วมรักษามะเร็งได้
  • ท่อฉี่ตีบแคบ ต้นหญ้าหนวดแมวถือได้ว่าเป็นสมุนไพรที่มีสาระมากมายสำหรับเพื่อการช่วยขับเยี่ยวในผู้เจ็บป่วยที่มีปัญหาในเรื่องท่อเยี่ยวตีบแคบซึ่งเจอได้ย่อยในสุภาพสตรีสูงวัย เพราะว่าทำให้กล้ามเนื้อเรียบของท่อเยี่ยวคลายตัว
ต้นแบบ/ขนาดการใช้ ตามตำรายาไทยระบุได้ว่า

  • ใช้ขับเยี่ยว
  • ใช้กิ่งกับใบหญ้าหนวดแมว ขนาดกลาง ไม่แก่หรืออ่อนกระทั่งเกินไป ล้างสะอาด นำมาผึ่งในที่ร่มให้แห้ง เอามา 4 กรัม หรือ 4 หยิบมือ ชงกับน้ำเดือด 1 ขวดน้ำปลา (750 ซีซี.) เช่นกันชงชา ดื่มต่างน้ำทั้งวัน รับประทานนาน 1-6 เดือน
  • ใช้ต้นกับใบวันละ 1 กอบมือ (สด 90- 120 กรัม แห้ง 40- 50 กรัม ) ต้มกับน้ำกิน ทีละ 1 ถ้วยชา (75 ซีซี.) วันละ 3 ครั้ง ก่อนกินอาหาร
  • ใช้แก้นิ่ว/ขับนิ่ว ให้นำใบอ่อน (ไม่ใช่ดอก) ขอบต้นหญ้าหนวดแมว ราว 2-3 ใบ (ควรที่จะเก็บช่วงที่ต้นหญ้าหนวดแมวกำลังออกดอก) มาหั่นเป็นท่อนโดยประมาณ 2-3 เซนติเมตร ตากแดดให้แห้งแล้วนำมาชงกับน้ำร้อน (โดยประมาณ 2 กรัมต่อน้ำร้อน 1 แก้ว) ปิดฝาทิ้งเอาไว้ 5-10 นาที ใช้ดื่ม วันละ 3-4 ครั้ง
  • แก้อาการคลื่นไส้ อาเจียน ตำราเรียนยาให้ใช้ใช้ใบ และกิ่งต้มน้ำรวมกับสารส้ม ดื่มวันละ 3 ครั้ง ก่อนอาหาร


การเรียนทางพิษวิทยา การเล่าเรียนทางเภสัชวิทยาของหญ้าหนวดแมวโดยมากจะมีด้านฤทธิ์การขับฉี่และฤทธิ์ในการรักษานิ่ว อย่างเช่น

  • มีสารฤทธิ์ขับปัสสาวะ ทดลองป้อนทิงเจอร์ของสารสกัดจากใบด้วยเอทานอลร้อยละ 50 แล้วก็ปริมาณร้อยละ 70 ให้หนูแรทพบว่าสารสกัดด้วยเอทานอลร้อยละ 50 มีฤทธิ์ขับเยี่ยวแล้วก็ขับโซเดียมได้ดีมากว่าสารสกัดด้วยเอทานอลความเข้มข้นจำนวนร้อยละ 70 แต่ขับโปแตสเซียมออกได้น้อยกว่า นอกนั้นสารสกัดด้วยเอทานอลปริมาณร้อยละ 50 ยังมีฤทธิ์ขับกรดยูริคก้าวหน้ามาก แล้วก็พบว่าสารสกัดด้วยเอทานอลร้อยละ 50 มีจำนวนสารสำคัญ เช่น sinesetine, eupatorine, caffeic acid และก็ cichoric acid สูงขึ้นมากยิ่งกว่าสารสกัดด้วยเอทานอลปริมาณร้อยละ 70 แต่ว่ามีสาร rosemarinic acid น้อยกว่า
  • ฤทธิ์สำหรับการรักษานิ่ว มีการศึกษาฤทธิ์สำหรับการรักษานิ่วในทางเดินปัสสาวะส่วนบนของหญ้าหนวดแมวเปรียบเทียบกับการดูแลและรักษามาตรฐานด้วยไฮโดรคลอไรไธอาไซด์ และก็โซเดียมไบคาร์บอเนต พบว่าคนเจ็บที่ได้รับต้นหญ้าหนวดแมวมีการเคลื่อนของนิ่วบริเวณกระดูกกระเบนเหน็บมากยิ่งกว่า และก็ช่วยลดการใช้ยารับประทานแก้ปวดได้มากกว่ากลุ่มที่ใช้ยามาตรฐาน แม้กระนั้นไม่ได้แตกต่างกันอย่างเป็นจริงเป็นจังทางสถิติ คนไข้ที่ได้รับหญ้าหนวดแมวจะมีความดันโลหิตต่ำลงน้อย ในตอนที่กรุ๊ปที่ได้ยามาตรฐานจะมีความดันเลือดน้อยลงอย่างเป็นจริงเป็นจังทางสถิติ คนไข้ที่ได้รับหญ้าหนวดแมวจะมีชีพจรในช่วงแรก (วันที่ 3 ของการทดสอบ) เร็วขึ้น แม้กระนั้นไม่เจอความเคลื่อนไหวของระดับโปแตสเซียมในเลือด กรุ๊ปที่ได้ยามาตรฐานจะมีเม็ดเลือดแดงในเยี่ยวในวันที่ 30 ของการทดสอบลดน้อยลง ความเคลื่อนไหวของความถ่วงจำเพาะของเยี่ยวทั้งคู่กรุ๊ปไม่ต่างอะไรกัน ในขณะพบผลข้างเคียงในกลุ่มที่ใช้หญ้าหนวดแมวน้อยกว่ากรุ๊ปที่ใช้ยามาตรฐาน แต่ไม่มีความต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ยิ่งกว่านั้น มีรายงานผลการรักษานิ่วในไตในคนเจ็บที่ให้กินยาต้มที่ตระเตรียมจากใบต้นหญ้าหนวดแมวแห้ง ความเข้มข้นปริมาณร้อยละ 0.5 ขนาด 300 มล. ครั้งเดียว ติดต่อกันเป็นเวลานาน 1-10 เดือน พบว่า 9 ราย มีการตอบสนองทางคลินิกที่ดี พบว่าฉี่ของผู้ป่วยมีลักษณะท่าทางเป็นด่างเพิ่มขึ้น ซึ่งเสนอแนะว่าน่าจะช่วยลดการเกิดนิ่วจากกรดยูริคได้

นอกนั้นยังมีการทำการศึกษาในต่างถิ่นของฤทธิ์ในการบำบัดรวมทั้งรักษาลักษณะโรคต่างๆดังนี้

  • การขับปัสสาวะ (diuresis) ปัจจุบันนี้พบว่าเนื้อเยื่อบุผิวของกระเพาะปัสสาวะ (uroepithelial tissue) ที่มีตัวรับขอบ ที่มีตัวรับของ adenosinereceptor ทั้ง A1 A2A A2B แล้วก็ A3    สาระสำคัญในหญ้าหนวดแมวมีกลไกการทำงานที่สำคัญคือ กระตุ้น adenosine receptor ชนิด A1    receptor แม้กระนั้นก็ให้ฤทธิ์ที่เกี่ยวเนื่องถึง adenosine receptor อีก 3 ประเภทด้วย ทำให้กล้ามเรียบของกระเพาะปัสสาวะหดตัวแต่ว่ากล้ามเรียบของท่อปัสสาวะ (urethra) คลายตัวซึ่งเอื้อต่อการขับเยี่ยว ก็เลยน่าจะเป็นกลไกที่นำมาใช้ชี้แจงการขับฉี่ได้
  • นิ่วในไต (urolithiasis) เป็นโรคที่ยังถือได้ว่าเป็นปัญหาอยู่มากแล้วก็ยังไม่เคยทราบกลไกที่กระจ่างแจ้ง ยาแผนโบราณใช้หญ้าหนวดแมวสำหรับในการรักษานิ่ว Gao และภาควิชาชี้ให้เห็นประสิทธิภาพของหญ้าหนวดแมวสำหรับเพื่อการปรับแก้นิ่วที่เกิดขึ้นมาจากผลึกของ calcium oxalateในเยื่อไตของตัวทดลอง โดยทำให้สาร biomarker กว่า 20 จำพวกที่เปลี่ยนไปเมื่อไตเจ็บจากผลึกของ calcium oxalate สามารถคืนกลับสู่ภาวการณ์ธรรมดาได้เรื่องปฏิบัติงานของสารในหญ้าหนวดแมวคาดว่าน่าจะผ่านหลายกลไกในลักษณะ multiple metabolicpathways โดยยิ่งไปกว่านั้นเมแทบจะอลิซึมของพลังงานต่างๆกรดอะมิโน taurine hypotaurine purine และ citrate cycle นอกจากนี้ยังมีรายงานเพิ่มเติมว่าการขับปัสสาวะอาจเป็นการช่วยละลายนิ่วแล้วก็ขับออกมากับฉี่ง่ายขึ้น ทั้งช่วยขับกรดยูริคและก็ป้องกัน  uric acid stone formation
  • การติดเชื้อของระบบฟุตบาทฉี่ (urinary tract infection, UTI) เมื่อนำหญ้าหนวดแมวมาใช้ในระบบทางเท้าฉี่ ผลพลอยได้ที่น่าสนใจเป็น นอกเหนือจากการที่จะขับเยี่ยวที่ช่วยให้อาการของการต่อว่าดเชื้อดีขึ้นแล้ว ยังสามารถลดการยึดติดของเชื้อจำพวก uropathognicEscherichia coli กับเซลล์กระเพาะปัสสาวะ ทำให้เชื้อถูกขับออกไปจากระบบทางเดินฉี่ได้ง่ายและก็เร็วขึ้น นอกเหนือจากนั้นคุณสมบัติในการต้านทานปฏิกิริยาขบวนการออกซิเดชัน ที่จะลดความเคร่งเครียดจากภาวการณ์ขบวนการออกซิเดชัน (oxidative stress) ก็เลยลดการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นจากปฏิกิริยาออกซิเดชันสำคัญเป็น lipid peroxidation ทำให้ลดการเกิดแผล (scar formation) ได้
  • การต้านอักเสบ (anti-inflammation) สารสกัดจากใบต้นหญ้าหนวดแมว  (chloroform extract) มีคุณสมบัติตามอักเสบได้ดิบได้ดี จึงมีการประยุกต์ใช้ใน rheumatoid arthritis gout และโรคอันเกิดขึ้นจากการอักเสบต่างๆกลไกหนึ่งของสารสกัดต้นหญ้าหนวดแมวที่ลดการอักเสบเป็นยั้ง cytosolic phospholipaseA2a (cPLA2a) ทำให้การสลาย phospholipid น้อยลงสาร eupatorin รวมทั้ง sinensetin ยั้งการแสดงออกของยีน iNOS รวมทั้ง COX-2 ทำให้การสังเคราะห์ nitric oxide รวมทั้ง PGE2 ลดน้อยลงเป็นลำดับ เว้นแต่สารกรุ๊ป phenolic compounds  คือ eupatorin และก็sinensetin แล้วสารกลุ่ม diterpines ในหญ้าหนวดแมวก็สามารถยับยั้งการสังเคราะห์ nitric oxide ได้ด้วยเหมือนกัน ยิ่งไปกว่านี้ยังลดการสังเคราะห์ tumornecrosis factor a อีกด้วย คาดการณ์ว่ากลไกการต้านอักเสบผ่าน transcription factor ที่ชื่อ STAT1a
  • การลดไข้ (antipyretic activity)สารสกัดจากต้นหญ้าหนวดแมวมีคุณลักษณะลดการเกิดไข้ได้โดยสารสำคัญที่ออกฤทธิ์คือ rosmarinic acid,sinensetin, eupatorin และก็ tetramethoxy-flavone ข้อดีที่นอกเหนือจากการต่อต้านอักเสบแล้วก็ลดไข้แล้วยังช่วยลดอาหารปวดได้อีกด้วย31 ซึ่งอาการอักเสบ ไข้และก็ปวดจะพบได้มากสำหรับในการติดโรคของระบบทางเท้าเยี่ยว
  • สภาวะน้ำตาลในเลือดสูง (Hyperglycaemia) การใช้หญ้าหนวดแมวในผู้ป่วยโรคเบาหวานคงจะมีความปลอดภัยสูงเนื่องมาจากสารสกัดต้นหญ้าหนวดแมว สามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดของหนูทดลองที่เป็นเบาหวานได้ โดยยับยั้งเอนไซม์ a-glucosidase เพิ่มการแสดงออกของยีนอินซูลินและปกป้องความเป็นพิษที่เกิดจากการรับกลูโคสขนาดสูงๆ(high glucosetoxicity) โดยผ่านการเติมหมู่ฟอสเฟตให้กับphosphatidylino-sitol 3-kinase (PI3K)


เมื่อทำสกัดแยกสาร sinensetin ออกมาทดสอบฤทธิ์การยับยั้งเอนไซม์ a-glucosidase แล้วก็a-amylase ก็พบว่าคุณภาพของสารบริสุทธิ์sinensetin สำหรับเพื่อการยั้งเอนไซม์ a-glucosidase สูงยิ่งกว่าสารสกัดต้นหญ้าหนวดแมว (ethanolic extract) ถึง 7 เท่า ด้วยค่า IC50 พอๆกับ 0.66 และก็ 4.63 มิลลิกรัมต่อมิลลิลิตร ตามลำดับ ในเวลาที่คุณภาพของsinensetin สำหรับในการยับยั้งเอนไซม์ a-amylase สูงขึ้นยิ่งกว่าสารสกัดหญ้าหนวดแมวถึง 32.5 เท่า ด้วยค่า IC50 พอๆกับ 1.13 และก็ 36.7 มก.ต่อมิลลิลิตรเป็นลำดับ ก็เลยคาดคะเนว่าสาร sinensetin อาจเป็นสารสำคัญประเภทหนึ่งสำหรับในการออกฤทธิ์ของหญ้าหนวดแมวสำหรับการต้านทานโรคเบาหวานจำพวกที่ไม่สังกัดอินซูลิน (non-insulin-dependent diabetes) ได้

  • ความดันโลหิตสูง (Hypertension) สารสกัดต้นหญ้าหนวดแมว สามารถลดสภาวะหลอดเลือดหดรัด (vasoconstriction) ด้วยการขัดขวางตัวรับ alpha 1 adrenergic รวมทั้ง angiotensin 1 จึงน่าจะไม่เป็นอันตรายในคนป่วยความดันเลือดสูง นอกเหนือจากการที่จะไม่มีอันตรายในคนป่วยความดันโลหิตสูงแล้วยังสามารถประยุกต์ใช้คุณประโยชน์สำหรับในการรักษาความดันเลือดสูงได้ด้วย คาดว่าสารสำคัญที่ออกฤทธิ์มาจากกลุ่ม diterpenes และ methylripario-chromene A
  • พิษต่อเซลล์มะเร็ง (cytotoxicity)หญ้าหนวดแมวที่สกัดด้วยวิธี supercritical carbon-dioxide ให้ผลที่น่าสนใจ สำหรับเพื่อการยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์ของมะเร็งต่อมลูกหมากด้วยความเข้มข้นที่ยั้งการเจริญของเซลล์ (inhibitory concemtration) ได้ 50 % เป็นค่า IC50 ต่ำเพียง 28 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร เมื่อเล่าเรียนลงไปในระดับเซลล์ก็พบว่าทำให้เซลล์ตายในลักษณะ apoptosis ที่สามารถเห็น nuclearcondensation รวมทั้งความผิดปกติของเยื่อไมโตคอนเดรียได้อย่างเห็นได้ชัด เมื่อทำการสกัดสาร eupatorin มาทดสอบความเป็นพิษต่อเซลล์ของมะเร็งหลายๆประเภทก็ให้ค่า    IC50  ในระดับตำเป็นไมโครโมล่าร์ ด้วยการยับยั้งวงจรการแบ่งเซลล์ ระยะ G2/M phase ข้อดีที่เหนือยาเคมีบำบัดในตอนนี้คือ eupatorin ไม่เป็นพิษต่อเซลล์ปกติ
  • การต้านปฏิกิริยาออกซิเดชั่น (anti-oxidation) สารสกัดต้นหญ้าหนวดแมวสามารถลดสารอนุมูลอิสระ ตัวอย่างเช่น การลดปฏิกิริยา lipid peroxidation ทำให้เยื่อเซลล์คงทนถาวรและก็แข็งแรง ก็เลยลดการเกิดแผลเป็นของระบบฟุตบาทฉี่ได้  นอกจากลดการเกิดปฏิกิริยา lipid peroxidation แล้วยังสามารถลดการเกิด hydrogen peroxide ได้อีกด้วย ทำให้เซลล์รอดพ้นจากการถึงแก่กรรมแบบ apoptosis ด้วยการเพิ่มการแสดงออกของยีน  Bcl-2  กับลดการแสดงออกของยีน Bax42  Ho แล้วก็ภาควิชาทดลองใช้เคล็ดลับultrasound-assisted extraction (UAE) มาช่วยสำหรับการสกัดสารจากต้นหญ้าหนวดแมวทำได้สารสกัดที่มีฤทธิ์ต้านปฏิกิริยาขบวนการออกซิเดชันดียิ่งขึ้น โดยพบสารrosmarinic  acid,  kaempferol-rutinoside  และsinesetine อยู่ในสารสกัดดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น


การศึกษาทางพิษวิทยา เมื่อฉีดสารสกัดด้วยน้ำร้อนจากใบและลำต้นเข้าท้องหนูแรทเพศผู้แล้วก็เพศเมีย หนูเม้าส์เพศผู้แล้วก็เพศเมีย พบความเป็นพิษปานกลาง   เมื่อป้อนสารสกัดเดียวดันนี้ให้กับหนูแรททั้งคู่เพศทุกเมื่อเชื่อวันติดต่อกัน 30 วัน ไม่พบความเคลื่อนไหวของน้ำหนักตัว ค่าการตรวจทางชีวเคมีในเลือด แล้วก็พยาธิสภาพของอวัยวะสำคัญเมื่อดูด้วยตาเปล่า  และเมื่อเรียนความเป็นพิษในระยะยาวนาน 6 เดือน โดยการป้อนหนูแรทด้วยยาชงด้วยน้ำร้อน ซึ่งมีความแรงเท่ากันกับ 11.25, 112.5 และ 225 เท่าของขนาดที่ใช้ในคนไข้โรคนิ่วในท่อไต ไม่เจอไม่เหมือนกันของการเจริญเติบโต  การกินอาหาร ลักษณะภายนอกหรือการกระทำที่ไม่ดีเหมือนปกติ และก็ค่าการตรวจทางวิชาชีวเคมีในเลือดเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม นอกจากปริมาณเกร็ดเลือดจะมากขึ้นอย่างเป็นจริงเป็นจังเมื่อใช้ยาในขนาด 18 กรัม/กิโล/วัน พบว่าระดับโซเดียมในเลือดในกลุ่มทดลองทุกกลุ่ม โปแตสเซียมในหนูเพศภรรยา รวมทั้งคอเลสเตอรอลในหนูเพศผู้ จะมีระดับต่ำลงยิ่งกว่ากรุ๊ปควบคุม   นอกจากนั้น เมื่อป้อนหนูแรทด้วยสารสกัดจากหญ้าหนวดแมว ติดต่อกันนาน 6 เดือน เทียบกลุ่มควบคุม พบว่า หนูทุกกลุ่มมีการเจริญวัยและทานอาหารได้ใกล้เคียงกัน ไม่เจอความแปลกในระบบโลหิตวิทยาแล้วก็ความผิดแปลกของอวัยวะภายใน ส่วนการตรวจผลทางวิชาชีวเคมีพบว่าหนูที่ได้รับสารสกัดทุกขนาดมีระดับโซเดียมต่ำลงมากยิ่งกว่ากรุ๊ปควบคุม แม้กระนั้นระดับโปแตสเซียมมีลัษณะทิศทางสูงขึ้น ในหนูเพศผู้ที่ได้รับสารสกัด 0.96 กรัม/โล/วัน จะมีน้ำหนักโดยเฉลี่ยของตับแล้วก็ม้ามมากยิ่งกว่ากรุ๊ปควบคุม อย่างไรก็ดีการตรวจทางจุลพยาธิภาวะไม่พบความเปลี่ยนไปจากปกติที่เซลล์ตับและอวัยวะอื่นๆนอกจากการโป่งพองของกรวยไตในหนูขาวที่ได้รับสารสกัด 4.8 กรัม/กิโล/วัน ที่มีปริมาณเพิ่มมากกว่ากลุ่มควบคุม  กล่าวโดยย่อสารสกัดต้นหญ้าหนวดแมวเป็นพิษน้อย  แต่จะต้องคอยติดตามวัดระดับโซเดียมและโปแตสเซียมหากใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน
ข้อแนะนำ/ข้อควรปฏิบัติตาม

  • สำหรับคนที่เป็นโรคไตหรือโรคหัวใจ ไม่ควรใช้สมุนไพรหญ้าหนวดแมว เนื่องจากสมุนไพรจำพวกนี้มีสารโพแทสเซียมสูงมากมาย ถ้าหากว่าไตแตกต่างจากปกติก็จะไม่สามารถขับโพแทสเซียมออกมาได้ กระตุ้นให้เกิดโทษต่อร่างกายอย่างร้ายแรง แล้วก็ยังมีฤทธิ์ในการขับปัสสาวะให้ออกมามากกว่าปกติ และเกรงว่าขนาดของโพแทสเซียมที่สูงมากนั้น บางทีอาจจะไปกระตุ้นหัวใจให้เต้นเร็วเปลี่ยนไปจากปกติ ก็เลยบางทีอาจส่งผลเสียต่อโรคหัวใจได้
  • การกางใบชองหญ้าหนวดแมวไม่ควรใช้การต้ม ให้ใช้การชง และควรใช้ใบอ่อน เพราะใบแก่จะมีความเข้มข้นอาจส่งผลให้มีฤทธิ์กดหัวดวงใจ
  • การเลือกต้นประยุกต์ใช้เป็นยาสมุนไพร ควรที่จะเลือกต้นที่ดูแข็งแรง แข็งและก็หนา ไม่อ่อนแขวนลงมา ลำต้นมองอวบเป็นเหลี่ยม ต้นมีสีม่วงแดงเข้ม และก็มองได้จากใบที่มีสีเขียวเข้มเป็นเงาแล้วก็ใหญ่
  • การใช้สมุนไพรต้นหญ้าหนวดแมวเพื่อรักษานิ่วจะได้ประสิทธิภาพที่ดีก็เมื่อใช้กับนิ่วก้อนเล็กๆแต่ว่าจะไม่ได้ผลกับก้อนนิ่วที่มีขนาดใหญ่
  • สมุนไพรต้นหญ้าหนวดแมว ไม่ควรใช้ร่วมกับยาแอสไพริน เนื่องจากว่าหญ้าหนวดแมวจะมีผลให้ยาแอสไพรินไปจับกล้ามเนื้อหัวใจเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
  • ผลข้างเคียงของหญ้าหนวดแมว ซึ่งบางทีอาจเกิดขึ้นได้กับคนธรรมดาที่ไม่เคยเป็นโรคหัวใจมาก่อน โดยอาการที่บางทีอาจเจอได้คือ ใจสั่น หายใจลำบาก ด้วยเหตุนี้การใช้สมุนไพรประเภทนี้หนแรก ถ้าหากใช้กรรมวิธีชงดื่มให้ใช้แนวทางจิบๆดูก่อน ถ้าเกิดมีลักษณะผิดปกติก็ควรหยุด แล้วดื่มน้ำตามให้มากๆครู่หนึ่งอาการก็จะหายไปเอง
[b

5

สมุนไพรตะขบป่า
ตะขบป่า Flacourtia indica (Burm. f.)
บางถิ่นเรียก ตะขบป่า (ภาคกึ่งกลาง) ตานเศษไม้ มะเกว๋นนก มะเกว๋นป่า (ภาคเหนือ)
    ไม้พุ่ม หรือ ไม้ใหญ่ ขนาดเล็ก ผลัดใบ สูง 2-5(-15) มัธยม ตามลำต้นและกิ่งใหญ่มีหนามแหลม ยาว 2-4 เซนติเมตร เรือนยอดแผ่นกว้าง ปลายกิ่งโค้งลง เปลือกสีเหลืองอมเทา แตกเป็นร่องลึก มีช่องอากาศรูปรีกระจัดกระจายห่างๆใบ โดดเดี่ยว ออกเวียนสลับ ขนาดออกจะเล็ก รูปร่าง ขนาดเนื้อใบ แล้วก็ขนที่ปกคลุมต่างกัน โดยมากเป็นรูปไข่กลับ กว้าง 1.5-3 ซม. ยาว 2-4 ซม. ปลายใบกลม โคนใบสอบแคบ ขอบของใบค่อนข้างจะเรียบ หรือ จะ มักจะใกล้ปลายใบ ใบอ่อนและเส้นกลางใบสีแดงอมส้ม เส้นใบมี 4-6 คู่ เส้นใบย่อยสานกันเป็นร่างแห เพียงพอเห็นได้ลางๆก้านใบยาว 3-5 มม. สีแดง มีขน ดอก ออกเป็นช่อสั้นๆตามง่ามใบ รวมทั้งที่ปลายกิ่ง มีขน แต่ละช่อมีดอกปริมาณน้อย ที่โคนช่อมีใบประดับ บางคราวมีหนาม ก้านดอกยาว 3-5(-7) มม. มีขน กลีบ 5-6 กลีบ รูปไข่ ปลายมน ยาว 1.5 มม. สมุนไพร ภายนอกค่อนข้างหมดจด ภายในและก็ที่ขอบกลีบมีขนแน่น ดอกแยกเพศ ดอกเพศผู้ ฐานดอกจะมน เกสรเพศผู้มีมากมาย ก้านเกสรยาว 2-2.5 มม. มีขนเฉพาะที่โคน ดอกเพศเมีย ฐานดอกเรียบ หรือ ออกจะเรียบ รังไข่กลม ปลายสอบแคบ ก้านเกสรเพศเมียมี 5-6 อัน ยาวโดยประมาณ 1 มม. แต่ละก้านปลายแยกเป็นสองแฉก และม้วนออก ผล กลม หรือ รี เล็ก ออกลำพังๆหรือเป็นกลุ่มตามกิ่ง เส้นผ่าศูนย์กลาง 0.8-1 ซม. เมื่ออ่อนสีเขียว เมื่อแก่สีแดงคล้ำ มีก้านเกสรเพศเมียติดอยู่กับปลายผล มีเม็ด 5-8 เมล็ด

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นตามป่าเบญจพรรณ ป่าหาดทราย และก็ขึ้นกระจายทั่วๆไป ในที่ระดับน้ำทะเลถึงความสูง 1,100 มัธยม มีปลูกบ้างตามสวนที่เพื่อกินผล
สรรพคุณ : ราก รับประทานแก้ไตอักเสบ ต้น ยางจากต้นใช้เข้าเครื่องยา แก้อหิวาต์  เปลือกต้น ชงกินแก้เสียงแห้ง อมล้างคอแก้เจ็บคอ เปลือกตำรวมกับน้ำมัน ใช้ทาถูนวดแก้เจ็บท้อง แก้คัน ใบ น้ำยางจากต้น แล้วก็ใบสด กินเป็นยาลดไข้สำหรับเด็ก แก้โรคปอดอักเสบ แก้ไอ แก้บิด และท้องเดิน ช่วยสำหรับการย่อย น้ำสุกใบแห้งกินเป็นยาฝาดสมาน ขับเสลด แก้โรคหืดหอบ หลอดลมอักเสบ ขับลม รวมทั้งบำรุงร่างกาย  ใบที่ย่างไฟกระทั่งแห้งใช้ชงรับประทานข้างหลังคลอดลูก ผล กินได้ มีจำนวนวิตามินบีสูง แก้เมื่อยล้า ทุเลาอาการโรคโรคดีซ่าน ม้ามโต แก้คลื่นไส้ อ้วก และก็เป็นยาระบาย เม็ด ตำพอกแก้ปวดข้อ

6

สมุนไพรโพกริ่ง
โพกริ่ง Hernandia nymphaeifolia (Presl) Kubitzki
บางถิ่นเรียกว่า โพกริ่งโกงพะเหม่า (จังหวัดสุราษฎร์ธานี) โปง (กระบี่)
      ไม้ต้น สูง 10-20 ม.เปลือกสีเทาวาว ไม่มีหูใบ ใบ โดดเดี่ยว ออกเวียนสลับ รูปไข่กว้าง 9-28 ซม. ยาว 12-33 ซม. ปลายใบแหลม โคนใบกลม ตัด หรือ เว้าเป็นรูปหัวใจ ขอบใบเรียบ ขนเกลี้ยง ด้านบนเป็นเงา เส้นใบมี 5-9 เส้น ก้านใบยาว 6-20 เซนติเมตร ใกล้กับแผ่นใบแบบใบบัว แต่ค่อนข้างมาทางโคนใบ [url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url][/color] ดอก ออกเป็นช่อตามง่ามใบใกล้ยอด หรือ ที่ยอด ช่อดอกยาว (รวมก้านดอก) 20-30 เซนติเมตร ขนละเอียดปกคลุม มีใบตกแต่งและก็ใบประดับประดาย่อยติดทน มีอีกทั้งดอกเพศผู้รวมทั้งดอกเพศเมียอยู่ในช่อเดียวกัน ดอกจะติดเป็นกลุ่มๆละ 3 ดอก ดอกเพศภรรยาอยู่กึ่งกลาง มีดอกเพศผู้อยู่ประชิดข้าง ดอกเพศเมีย กลีบเลี้ยงมี 4 กลีบ มีขนละเอียดปกคลุมภายนอก สีออกเขียวหรือออกน้ำตาล กลีบดอกมี 4 กลีบ สีขาว เกสรเพศผู้เป็นหมัน 4 อัน รูปกลม สีเหลืองอมส้ม รังไข่มีช่องเดียว ก้านเกสรเพศเมียยาวโดยประมาณ 3 มม. สีชมพู ก้านดอกสั้น มีฐานรองรับเป็นรูปถ้วย หรือ รูประฆัง เมื่อดอกได้รับการผสมฐานนี้จะโตขึ้น ดอกเพศผู้ กลีบเลี้ยงมี 3 กลีบ กลีบดอก 3 กลีบ ลักษณะซึ่งคล้ายดอกเพศภรรยา แม้กระนั้นเล็กมากยิ่งกว่าน้อย เกสรเพศผู้มี 3 อัน อยู่ตรงข้ามกับกลีบเลี้ยง ก้านเกสรเพศผู้มีต่อม 2 ต่อมติดอยู่ที่โคน อับเรณูมี 2 ช่อง ผล กลม หรือ รี กว้างราว 20 มม. ยาวราว 25 มม. มีใบประดับสีเขียวใสติดอยู่ เมื่อแก่จะแตกที่ปลาย เม็ด ค่อนข้างกลม มีเนื้อคล้ายฟองน้ำห่ออยู่

นิเวศน์วิทยา
: ชอบขึ้นตามหาดทราย เจอทางภาคใต้ของไทย
สรรพคุณ : ราก ใช้เคี้ยวรับประทานแก้พิษบางชนิด อย่างเช่น พิษที่เกิดขึ้นจากด้านการกินปู หรือ ปลาที่เป็นพิษ ต้น ยางที่ใช้เป็นยาเช็ดผิวหนังเพื่อกำจัดขน น้ำต้มเปลือกรับประทานเป็นยาถ่าย ใบ ใบอ่อนรับประทานเป็นยาถ่าย เมล็ด รับประทานเป็นยาถ่าย แต่น้ำมันที่สกัดได้จากเมล็ดเป็นพิษ

Tags : สมุนไพร

7

สมุนไพรกะตังใบ
กะตังใบ Leea indica (Burm.f.) Merr.
บางถิ่นเรียกว่า กะตังใบ (กรุงเทพมหานคร เมืองจันท์ เชียงใหม่) นางใบ (จังหวัดตราด) ช้างเขิง (ฉาน) โคนงจ้วม โคนงต้อม (ภาคเหนือ) บั่งบายต้น (ตรัง)
         ไม้ใหญ่ หรือ ต้นไม้ขนาดเล็ก สูงได้ถึง 10 ม. ลำต้นเกลี้ยง หรือปกคลุมด้วยขนสั้นๆใบ เป็นใบประกอบแบบขน (1-)2- หรือ 3 ชั้น ใบย่อยมี 7- ถึงจำนวนไม่ใช่น้อย หูใบรูปไข่กลับ กว้างได้ถึง 4 เซนติเมตร ยาว 6 ซม. ชอบเกลี้ยง หรือมีขนห่างๆ หูใบตกง่าย กระตุ้นให้เกิดรอยแผลเป็นรูปสามเหลี่ยมกว้าง ศูนย์กลางใบยาว 10-35 ซม. หมดจด หรือมีขนสั้นปกคลุม ใบย่อยรูปขอบขนานปนรูปไข่ ถึงรูปหอกปนรูปไข่ หรือรูปรี หรือรูปใบหอกแกมรี กว้าง 3-12 เซนติเมตร ยาว 10-24 เซนติเมตร ปลายใบแหลมถึงเรียวแหลม โคนใบสอบ หรือกลม หรือเว้า เล็กน้อย [url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url] ขอบใบจะมน หรือจักแบบฟันเลื่อย หรือแบบซี่ฟันตื้นๆเนื้อใบหนาปานกลาง ข้างล่างมีต่อมขนาดเล็กรูปเหลี่ยม หรือกลม เส้นใบมี 6-16 คู่ ก้านใบย่อยยาวได้ถึง 25 มิลลิเมตร เกลี้ยง หรือมีขน ก้านใบรวมยาว 10-25 ซม. ดอก สีขาวอมเขียว ออกเป็นช่อกว้าง ดอกติดห่างๆยาว 10-25 ซม. เกลี้ยง หรือมีขนบางส่วน ริ้วเสริมแต่งมีตั้งแม้กระนั้นรูปสามเหลี่ยมค่อนข้างกว้าง ถึงสามเหลี่ยมแคบ ยาวประมาณ 4 มม. ก้านช่อดอกยาวได้ถึง 15 เซนติเมตร กลีบเลี้ยงยาว 2-3 มิลลิเมตร เชื่อมชิดกันที่โคน ปลายแยกเป็นแฉกแหลม 5 แฉก กลีบ 5 กลีบ เชื่อมชิดกันที่โคน เกสรเพศผู้มี 5 อัน ติดอยู่กับหลอดเกสรเพศผู้ ปลายอับเรณูจะโผล่พ้นหลอดออกไปเป็นแฉกมนๆปลายแฉกเว้า เกสรเพศเมียมี 6 ช่อง แต่ละช่องมีไข่ 1 เมล็ด ก้านเกสรสั้น ปลายมน ผล กลม แป้น ผิวบาง มีเนื้อนุ่ม สีม่วงดำ มี 6 เมล็ด

นิเวศน์วิทยา : ขึ้นได้ทั่วไปในทุกภาคของประเทศ
สรรพคุณ : ราก น้ำสุกรับประทานเป็นยาพาราท้อง ท้องเดิน แก้บิด ขับเหงื่อ แล้วก็เป็นยาเย็น แก้อาการอยากกินน้ำ ใบ ปิ้งไฟให้เกรียม ใช้พอกศีรษะ แก้วิงเวียน มึนงง ตำเป็นยาพอกแก้เมื่อยเนื้อเมื่อยตัวกล้าม แล้วก็แก้ผื่นคันตามผิวหนัง น้ำยางจากใบอ่อนกินเป็นยาช่วยสำหรับการย่อย ผล กินได้

8
อื่นๆ / สัตววัตถุ ไก่ป่า
« เมื่อ: ธันวาคม 12, 2017, 09:43:33 AM »

ไก่ป่า
ไก่ป่าฯลฯเชื้อสายของไก่บ้าน
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Gallus gallus (Linnaeus)
อยู่ในสกุล Phasianidae
มีชื่อสามัญว่า red jungle fowl
มีบ้านเกิดเมืองนอน แถบเอเชียใต้ (ศรีลังการวมทั้งอินเดีย) มาทางตะวันออก จนถึงหมู่เกาะมลายู
ไก่ป่าที่เจอในประเทศไทยมีเพียงแค่ชนิดเดียวคือ Gallus gallus (Linnaeus) จำพวกนี้มีหน้าสีแดง ไม่มีขน หงอนสีแดง มีเหนียงสีแดงแล้วก็ติ่งหูอย่างละคู่ ขนบริเวณคอ หลัง ถึงสะโพกมีสีส้ม ขนปีกสีเขียวเป็นมันขลิบสีส้มใต้ท้องสีน้ำเงินดำ หางโค้งลาด ปลายพริ้ว สีเขียวแซมดำรวมทั้งสีน้ำเงินเข้มเป็นมัน ความยาวของตัววัดจากปลายปากถึงปลายหางราว ๖๐ เซนติเมตร เพศผู้หนัก ๘๐๐ – ๑๓๐๐ กรัม ไก่ป่าเพศผู้มีลักษณะสำคัญที่ไม่เหมือนกับนกอื่นๆเป็น
๑.มีหงอนบนหัวที่เป็นเนื้อ ไม่ใช่หงอนที่เป้นขน
๒.มีเหนียงเป็นเนื้อแขวนลงมาทั้งสองข้างของโคนปากและก็คาง
๓.มีหน้าและคอเป็นหนังเกลี้ยงๆ ไม่มีขน
๔.โดยธรรมดาขนเรียกตัวมีสีสวยสดงดงาม มีขนหาง ๑๔ – ๑๖ เส้นตั้งเรียงกันเป็นสันสูงตรงกลาง คู่กลางยาวกว่าคู่ อื่น ปลายแหลมรวมทั้งอ่อนโค้ง เรียก หางกะลวย
๕.ลำแข้งมีเดือยข้างละอันเป็นอาวุธ
ไก่ป่า ตัวเมียมักมีขนาดเล็กกว่าตัวผู้ ขนไม่สวยงาม สีไม่จัดจ้า ลำแข้งไม่มีเดือย หงอนและก็เหนียงเล็กมาก หรือบางตัวเกือบเป็บศูนย์ ไก่ป่าอาศัยตามพุ่มไม้เล็กๆในป่าทั่วไป บินได้เร็ว แม้กระนั้นในระดับต่ำๆและก็ระยะทางสั้นๆเป็นประจำอยู่เป็นฝูงใหญ่ทั้งตัวผู้และตัวเมียรวมกันราว ๕๐ ตัว แต่ว่าจะแยกเป็นฝูงเล็กๆในช่วงฤดูผสมพันธุ์ ซึ่งเพศผู้จะต้องต่อสู้กันเพื่อครองพื้นที่และก็ฉกชิงตัวเมียกันตัวละ ๓ – ๕ ตัว ข้างหลังผสมพันธุ์แล้วตัวเมียจะทำรังเป็นหลุมตื้นๆบนพื้นดินหรือบนกองใบไม้แห้งๆในที่ปลอดภัย  แล้ววางไข่คราวละ ๕ – ๖ ฟอง ไข่สีขาวหรือน้ำตาล ใช้เวลาฟักราวๆ ๒๑ วัน ลูกไก่ป่าอายุ ๘ วันก็เริ่มบินเกาะตามกิ่งไม้ได้ และเมื่ออายุราวๆ ๑๐ วัน ก็เริ่มบินได้ในระยะทางสั้นๆ

ไก่ป่าที่เจอในประเทศไทยมี ๒ ประเภทย่อย เป็น
๑. ไก่ป่าติ่งหูขาว หรือ ไก่ป่าอีสาน (Cochin Chinese red jungle foml) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Gallus gallus gallus (Linnaeus) มีติ่งหูสีขาว พบได้บ่อยทางภาคตะวันออกแล้วก็ภาคอีสาน
๒. ไก่ป่าติ่งหูแดง หรือ ไก่ป่าพันธุ์พม่า (Burmese red jungle fowl) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Gallus gallus  spadiceus (Bonnaterre) มีติ่งหูสีแดง พบได้มากทางภาคเหนือ ภาคตะวันตก และภาคใต้
ผลดีทางยา
สมุนไพร โบราณไทยใช้ตับไก่เป็นทั้งของกินแล้วก็เป็นยา  ตำราคุณประโยชน์ยาโบราณบันทึกไว้ว่า  ตับไก่ใช้แก้โรคตาฝ้าตาฟาง ปัจจุบันนี้พึ่งรู้ว่าโรคนี้เกิดขึ้นได้เนื่องมาจากการขาดวิตามินเอ ซึ่งพบได้มากในตับไก่ หมอแผนไทยรู้จักใช้เปลือกไก่ฟัก ไข่แดง ตับไก่ และเล็บไก่ป่า เป็นเครื่องยามานานแล้ว หนังสือเรียนโบราณว่า ไข่แดงมีรสมัน คาว มีสรรพคุณบำรุงกำลังสร้างความรุ่งเรืองให้แก่ร่างกาย ตับไก่มีรสมัน คาว มีสรรพคุณบำรุงเลือด แก้โลหิตจาง บำรุงร่างกายให้แข็งแรง แก้โรคตาฝ้าตาพร่า แล้วก็เล็บไก่ป่าใช้แก้พิษไข้ ไข้รอยแดง ไข้หัวทุกชนิด ยิ่งไปกว่านั้นไข่ขาวยังใช้เป็นตัวยาแต่งทางเภสัชกรรมสำหรับทำยาขี้ผึ้ง ดังที่ปรากฏในยาขนานที่ ๗๙ ใน แบบเรียนพระโอสถพระนารายณ์ ดังต่อไปนี้
ขนานหนึ่ง ให้เอาพิมเสน ๒ สลึง การบูร ๓ สลึง มาตะกี่ ๕ สลึง ชันตะคียน กำยาน สิ่งละ ๗ สลึง ขี้ผึ้งขาว ๑๐ ตำลึง น้ำมันที่ทำขึ้นมาจากมะพร้าวอันใหม่ดีนั้นครึ่งทนาน เคี่ยวขึ้นร่วมกันให้สุกดี  แล้วกรองกากออกเสีย เอาไว้ให้เย็น ก็เลยเอาไข่ไก่ มัวแต่ไข่ขาว ๒ ลูก เอาสุรากลั่นประมาณจอกหนึ่ง กวนกับไข่ให้สบกันดี แล้วจึงแบ่งออกให้เป็น ๓ ภาคๆหนึ่งนั้น เอาน้ำทะแลงไซ้ ๓ สลึง การบูร ๓ สลึง กวนเข้าด้วยกันให้สบดีแล้ว เป็นขี้ผึ้งแดง จึงเอาสีปากขาวภาค ๑ นั้น มากมายวนด้วยจุที่สีพอเหมาะ เป็นสีปากเขียว ภาคหนึ่งเป็นสีปากขาว ปิดแก้เพ่งพิศม์ แสบร้อนให้เย็น

Tags : สมุนไพร

9
อื่นๆ / สัตววัตถุ อีกา
« เมื่อ: ธันวาคม 06, 2017, 06:22:18 PM »

กา
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Corvus macrorhynchos Wagler
จัดอยู่ในสกุล  Corvidae
ที่พบในประเทศไทยมี ๒ ประเภทย่อย คือ ชนิดย่อย Corvus macrorhynchos macrorhynchos Wagler  กับจำพวกย่อย  Corvus  macrorhynchos  levaillantii  Lesson   มีชื่อสามัญว่า large-billed หรือ jungle  crow

ชีววิทยาของอีกา
สมุนไพร กาเป็นนกขนาดกึ่งกลาง ความยาวของตัววัดจากปากถึงปลายหางราว ๕๓ ซม. มีสีดำตลอดตัว เห็นเป็นเงาเมื่อมีแสงสว่างจัด มีปากใหญ่ สันบนโค้งมากขาแข็งแรง กินอาหารทุกชนิด เจอได้ในทั่วทุกภาคของเมืองไทย ในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน ได้ตั้งแต่เขตกลางเมืองจนถึงเขตป่าเขา

10

เขาสัตว์อื่นที่ใช้แทนเขากุยได้
เขาจำพวกอื่นที่มีคุณลักษณะคล้ายคลึงกับเขากุย หนังสือเรียนว่าใช้แทนกันได้ ยกตัวอย่างเช่น
๑.กาเซลคอพอก
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Gazella gutturosa Pallas
มีชื่อสามัญว่า goitred  gazelle
เจอในเอเชียกลาง จากทิศใต้ของทะเลสาบแคสเปียนถึงภาคตะวันตกของเมืองจีน โดยเฉพาะภาคเหนือของเขตปกครองตนเองสินเจียงอุยกูร์ที่ต่อเนื่องไปจนกระทั่งเขตปกครองตนเองมองโกเลียใน สัตว์ชนิดนี้เพศผู้มีต่อมใหญ่ขึ้นที่คอหอยคล้ายกับเป็นโรคคอพอก ซึ่งเห็นได้ชัดในช่วงฤดูสืบพันธุ์ตัวผู้มีเขายาว ทางช้อนไปด้านหลัง ปลายงอนขึ้น ยาวราว  ๒๕  ซม.
๒.ชิ รูหรือ แอนติโลปประเทศทิเบต
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Pantholops  hodgsoni  Abel
มีชื่อสามัญว่า  chiru   หรือ  Tibetan   antelope
เจอในทุ่งหญ้าเนินสูงของเขตปกครองตนเองประเทศทิเบต สูงที่ไหล่ยาว ๑  เมตร  หนัก  ๒๕-๓๕ กก. มีเขายาวมาก ถูกใจย้ายถิ่นที่อยู่ ในช่วงฤดูสืบพันธุ์มีฝูงตัวเมียถึง ๒0  ตัว โดยที่เพศผู้คุมฝูงอยู่เพียงตัวเดียว สัตว์จำพวกนี้ชอบใช้กลีบขุดหลุม   นอนลึกๆเพื่อหลบลมเย็น
๓.กาเซลทิเบต
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Procapra  picticaudata Hodgson
มีชื่อสามัญว่า Tibetan   gazelle
สัตว์ชนิดนี้มีลักษณะของกาเซลหลายประการ เป็น มีขนหางสั้น ไม่มีต่อมหัวตา ไม่มีพู่ขนบนเขา มีเขาเฉพาะบุคคลผู้ ตัวเมียไม่มีลายที่หน้า ปลายเขาไม่โค้งเป็นตะขอ   แล้วก็ตรงปลายตูดมีแถบขาว   สัตว์จำพวกนี้สูงที่ไหล่ราว   ๖0-๖๕ เซนติเมตร หนักราว ๒0 กก. ข้างตัวสีน้ำตาลจาง รวมทั้งจางเป็นสีเทาในฤดูร้อน  เจอตามภูเขาสูงในที่ราบสูงทิเบต
๔.กวางผา

มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Nemorhaedus  goral  Hardwicke
มีชื่อสามัญว่า common  goral  หรือ Himalayan  goral
พบในประเทศไทย ตามภูเขาที่สูงชันทางทิศตะวันตกของแม่น้ำปิง เคยพบที่ภูเขาม่อนจอง จังหวัดเชียงใหม่ รวมทั้งภาคตะวันตกของประเทศพม่าต่อกับบังกลาเทศ ตลอดกาลตามแนวแนวเขาหิมาลัย ถึงบริเวณทิศตะวันตกเฉียงใต้ของไซบีเรีย กวางหน้าผามีขนาดเล็กกว่าแกงเลียงหน้าผา สีตามตัวเป็นสีเทาปนน้ำตาลอ่อนๆปนสีฟ้าซีดๆที่ใต้คอมีสีขาว ที่สันคอไม่มีขนแผง แต่มีเส้นสีน้ำตาลเข้มจากสันคอไปบนสันหลังจนถึงหาง กวางหน้าผาไม่เหมือนกับแกงเลียงหน้าผาตรงที่กวางผาไม่มีรูต่อมที่อยู่ระหว่างตากับจมูก เขาแหลมโค้งไปด้านหลังคล้ายแกงเลียงผา แต่เล็กกว่า มีคอดที่โคนเขาราวครึ่งเดียวของความยาวเขา กวางเขาหินเป็นสัตว์ที่ชอบอยู่เป็นฝูงราว  ๕-๖  ตัว เดินทำมาหากินตามทุ่งหญ้าในช่วงเวลาเช้า [url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url] รวมทั้งตอนเย็น บางครั้งก็นอนเล่นบนหิน พระตำราธาตุวิภังค์ให้ยาที่เข้า  “เขากุย”  ไว้  ๒ ขนาน ขนานหนึ่งคือ “ยาจิตรมหาวงษ์” ซึ่งมีบันทึกไว้ ดังนี้ ยาชื่อจิตรมหาวงษ์  แก้คอเปื่อยลิ้นเปื่อยยุ่ยแลปากเปื่อยยุ่ยแลแก้ไอ ท่านให้เอา รากมะกล่ำ  ต้น ๑  รากมะกล่ำเครือ ๑  รากมะขามป้อม ๑ เนระภูสี ๑  เขากวาง ๑  เขากุย  ๑  นอแรด  ๑  งา  ๑ จันทร์ทั้งคู่นี้ น้ำประสานทองสะตุๆ  ๑ ยาทั้งนี้เอาส่วนเสมอกัน ตำผงบดทำแท่งไว้ ละลานน้ำผึ้งทา หายแล
พระคู่มือปฐมจินดาร์ให้ยาหลายขนานที่เข้า “เขากุย” ขนานหนึ่งเป็นยาแก้ซางแห้ง ซึ่งมีบันทึกไว้  ดังต่อไปนี้ ยาแก้ทรางแห้ง คือทรางโจรทรางเพลิง ถ้าหากขึ้นตาเป็นเกล็ดกระดี่  แล้วให้เป็นเลิศขึ้นพรึงไปทั้งตัวดังผื่น  เอาหอมแดง  ๑  รากนมแมว  ๑  รากเข็มเหลือง  ๑  ประพรมมิ  ๑  กระทือ  ๑  ไพล  ๑  กระเทียม  ๑  หว้านเปราะ  ๑  รากถั่วภูเขา  ๑  เขากวาง  ๑   นอแรด  ๑  เขากุย ๑  เขี้ยวเสือ  ๑  เขี้ยวจระเข้  ๑   เขี้ยวหมี  ๑   เขี้ยวหมู  ๑  เขี้ยวแรด  ๑   โกศอีกทั้ง  ๕   เทียนอีกทั้ง  ๕   การะบูร  ๑  บอแร็ก  ๑  รวมยา  ๒๘  สิ่งนี้   เอาเท่าเทียม  ทำเปณจุณ เอาน้ำดอกไม้เป็นกระสาย  บดทำแท่ง ลานตาน้ำแตงร้านกิน แก้ในตาต้ออีกทั้ง  ๔  แลต้อสำหรับทรางกุมารทั้งสิ้น

Tags : สมุนไพร

11

สมุนไพรโกษฐ์สิงคี
ยาขนานที่ ๖๘ ใน สมุนไพร ตำราเรียนพระยาพระนารายณ์ เข้าเครื่องยาชื่อ “โกฏสิงคี” ซึ่งมีบันทึกไว้ ดังนี้ ขี้ผึ้งบี้พระเส้น ให้เอาชะมดทั้งยัง ๒ ไพล พิมเสน โกฏเชียง กรุงเฉมา ดีงูงูเหลือม จันทร์อีกทั้ง ๒ กฤษณา กระลำพัก สิ่งละเฟื้อง โกฏสอ โกฏเฉมา โกฏจุลาลำภา โกฏกัตรา โกฏสิงคี โกฏหัวบัว มัชะกิยวาณี กระวาน  กานพลู ลูกจันทร์  ดอกจันทร์   เทียนดำ เทียนขาว  พริกหอม  พริกหาง พริกล่อน ดีปลี ลูกกราย ฝิ่น สีผึ้ง สิ่งละสลึ่ง กระเทียม หอมแดง ขมิ้นอ้อย ๒ สลึง ทำเปณจุที่ละลายน้ำมะนาว  ๑0  ใบ น้ำมันงาทนาน ๑  น้ำมันหมูหลิ่ง น้ำมันเสือ หุงให้อาจแม้กระนั้นน้ำมัน ก็เลยเอาชันรำโรง ชันอ้อย ชันระนัง ใส่ลงพอสมควร กวนเอาดีแล้วก็เลยเอาทาแพรทาผ้ามอบ ทรงปิดไว้ที่พระเส้นอันแข็งนั้นหย่อนยาน ข้าพระพุทธเจ้า ออกพระสิทธิสาร ประกอบทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายทรง ณ วัน  ๑ ฯ ๔  เย็น ปีชวด โทศกฯ เครื่องรางที่ตำราฯเรียก โกฏสิงคีในยาขนานนี้ ก็คือ เขากุย นั่นเอง

Tags : สมุนไพร

12
อื่นๆ / สัตววัตถุหมีที่พบเจอในประเทศไทย
« เมื่อ: พฤศจิกายน 20, 2017, 05:55:39 PM »

หมีที่เจอในประเทศไทย
๑. หมีควาย
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Selenarctos  thibetanus (G. Cuvier)
มีชื่อพ้อง Ursus  thibetanus  G. Cuvier
ชื่อสามัญว่า Asiatic black  bear
ขนาดวัดจากปลายจมูกถึงโคนหางยาว ๑.๒๐-๑.๕๐ เมตร หางยาว ๖.๕-๑๐ ซม. น้ำหนักตัว ๖๐-๑๐๐ กิโล หัวค่อนข้างจะแบน แคบ ปากยาวกว่าหมีสุนัข ขนรอบจมูก คาง รวมทั้งบริเวณเหนือตามีสีขาว ใบหูใหญ่ ขอบกลมมน ตามลำตัวมีขนยาวสีดำ หน้าอกมีขนสีขาวรูปตัววี  (V)  แต่ละขามี ๕ นิ้ว มีเล็บขนาดใหญ่โค้ง ปลายแหลม   ไม่หดกลับ หมีควายชอบออกหากินเพียงลำพังในตอนค่ำ  เว้นเสียแต่ในช่วงฤดูผสมพันธุ์  กลางวันมักหลบอยู่ในโพรงดิน ตามโคลนรากของต้นไม้ใหญ่หรือตามโพรงหิน ลางครั้งออกมาหากินผลไม้สุกหรือรังผึ้งในกลางวัน ปีนต้นไม้เก่ง เดินด้วยขาอีกทั้ง ๔ ข้าง เมื่อสู้กับศัตรูจะยืนด้วยขาข้างหลังทั้งคู่ขา แล้วใช้ฝ่าตีนของขาหน้าตะปบศัตรู  อาหารที่รับประทานเป็นผลไม้ น้ำผึ้ง กวาง เก้ง หมูป่า ปลา หมีควายโตเต็มวัยพร้อมสืบพันธุ์เมื่ออายุราว ๓ ปี ตั้งท้องนาน ๗-๘ เดือน  คลอดลูกครั้งละ ๑-๒ ตัว คลอดในถ้ำ หรือในโพรงไม้   อายุยืนราว ๓๐ ปี พบในทุกภาคของไทย ในเมืองนอกพบที่เขมร เวียดนาม ประเทศปากีสถาน ประเทศอินเดีย เนปาล ประเทศทิเบต เกาหลี  จีน  ประเทศญี่ปุ่น ไต้หวัน
๒. หมีหมา
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Helarctos  malayanus  (Raffles)
มีชื่อพ้อง  Ursus  malayanus  Raffles
ชื่อสามัญว่า  Malayan  sun  bear
หมีคน ก็เรียกเป็นหมีจำพวกที่มีขนาดเล็กที่สุดในโลก ขนาดวัดจากปลายจมูกถึงโคนหางยาว ๑-๑.๔๐ เมตร  หางยาว ๓-๕ เซนติเมตร น้ำหนักตัว ๓๐-๔๐กิโล หัวกลม   ปากสั้น ตามลำตัวมีขนยาวสีดำ อกมีขนสีขาวหรือสีขาวอมเหลืองเป็นรูปตัวยู (U) แต่ละขามี ๕ นิ้ว มีเล็บขนาดใหญ่ โค้ง ปลายแหลม ไม่หดกลับ มีเต้านม ๔ เต้ารอบๆทรวงอกและหน้าท้อง หมีหมาชอบออกหากินเป็นคู่ในตอนค่ำ   ลางครั้งเจอในเวลากลางวันบ้าง ขึ้นต้นไม้ได้กระชุ่มกระชวย สร้างรังนอนโดยดึงกิ่งไม้ กาบไม้   มาวางไว้ใต้ท้อง   แล้วปลดปล่อยขาแขวนคร่อมก้านไม้ไว้ โดยการเอาคางเกยไว้ตรงง่ามไม้   ยืนด้วย ๒ ขาได้ โดยเฉพาะเมื่อต้องการมองในระยะไกลหรือมองหาศัตรู เวลาเข้ารังแกจะแผดเสียงร้องเสมือนหมา ของกินที่กินเป็นพวกผลไม้ แมลง ผึ้ง ปลวก ใบไม้ สัตว์ขนาดเล็ก หมีสุนัขโตเต็มวัยพร้อมสืบพันธุ์เมื่ออายุราว ๓-๕ ปี ท้องนานราว ๙๕ วัน ออกลูกทีละ ๑-๒ ตัว อายุยืนราว ๒๐ ปี พบในทุกภาคของไทย  แต่พบมากมากมายทางภาคใต้ ในต่างถิ่นพบที่ลาว เขมร เวียดนาม ประเทศพม่า บังกลาเทศ   จีน   มาเลเชีย และอินโดนีเชีย
ดีหมีในยาจีน
ดีหมีเป็นเครื่องยาอย่างหนึ่งที่ใช้ในยาจีน ราคาแพงแพงมากและหายาก เครื่องยานี้มีชื่อภาษาละตินตามตำรายาว่า Fel  Ursi มีชื่อสามัญว่า bear  gall  จีนเรียก สงต่าน  (สำเนียงแมนดาริน) ได้จากถุงน้ำดีของหมี ๒ ชนิดหมายถึงหมีควาย Selenarctos  thibetanus (G. Cuvier) แล้วก็หมีสีน้ำตาล หรือ brown bear (Ursus  arctos  Linnaeus) ตระกูล Ursidae ชนิดหลังไม่พบในธรรมชาติในประเทศไทย ดีหมีที่ได้จากเขตยูนนาน ส่วนใหญ่เป็นดีของหมีควาย จัดเป็นดีหมีที่มีคุณภาพเหมาะสมที่สุด ในทางกิจการค้า เรียก อวิ๋นต่าน  (ดีจากยูนนาน) แม้กระนั้นดีหมีที่มีขายในตลาดเอาแต่ได้จากหมีที่พบทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งมณฑลเฮย์หลงเจียงรวมทั้งเขตจี๋หลิน ส่วนมากได้จากหมีสีน้ำตาล ในทางกิจการค้าเรียก ตงต่าน  (ดีจากภาคตะวันออก) ซึ่งมีจำนวนมากกว่า
รูปแบบของดีหมี
ดีหมีแห้งมีรูปร่างกลม ยาวรูปไข่  ส่วนบนเรียวรวมทั้งกลวง ข้างล่างเป็นถุงใหญ่  ยาว ๑๐-๒๐ ซม.  กว้าง ๕-๑๐ เซนติเมตร (ข้างล่าง) ผิวนอกสีน้ำตาลอมเทา สีน้ำตาลอมดำ หรือสีเหลืองอมสีน้ำตาล เป็นเงาเล็กน้อย ส่วนบนใส ดูได้แทบทะลุผิวบางรวมทั้งร่น เมื่อฉีกให้ขาดจะมองเห็นเป็นเส้นใย ในถุงน้ำดีมีน้ำดีที่แห้งแล้วเป็นก้อนหรือเป็นเม็ด บางครั้งก็เป็นผงหรือก้อนเหนียวๆสีเหลืองทอง เป็นเงาเงา เปราะ ดีหมีที่มีสีเหลืองทองคล้ายสีอำพัน เนื้อบาง เปราะ วาวเงา มักเรียก ดีหมีสีทอง หรือ ดีหมีสีทองแดง ประเภททีมีสีดำหรือสีเขียวอมดำ แข็ง มีลักษณะเป็นแผ่น มักเรียก ดีหมีสีดำ  หรือ ดีหมีสีเหล็ก ส่วนประเภทที่มีสีเขียวอมเหลืองเนื้อเปราะ มักเรียก ดีหมีสีกะหล่ำดอกเมื่อเรียกลอง  ดีหมีมีรสขมก่อน ถัดมาจะรู้สึกหวาน กลิ่นหอมเย็นๆหรือ คาวบางส่วน อมในปากจะละลายจนกระทั่งหมด ดีหมีที่มีคุณภาพดีจะต้องมีรสขม  เย็น ไม่ติดฟัน  ก้อนน้ำดีสีเหลืองทองคำเป็นเงาเงา รสขมตอนต้น  แล้วหวานตามหลัง
ของแท้หรือของที่ไม่ใช่ของแท้
เนื่องจากว่าดีหมีเป็นเครื่องยาที่หายาก จึงมีของเก๊ขายมากในหลายรูปแบบ ได้แก่ เลียนแบบด้วยดีหมู ดีวัว หรือดีแกะ แม้กระนั้นบางทีอาจตรวจทานดีหมีแท้ได้ด้วยวิธีการดังต่อไปนี้
๑. แนวทางการตรวจทางด้านกายภาพ อาจทำได้ด้วยการดูลักษณะทั่วไปภายนอก และผิวรวมทั้งรูปร่าง ตรวจทานรูเปิดของถุงน้ำดีรวมทั้งบริเวณที่มัด มองปริมาณของน้ำดีแห้ง (ถ้าหากมีมากมายแล้วก็เต็มอาจเป็นของปลอม) ตรวจทานน้ำหนักของดี (หากมีน้ำหนักมากเกินไป อาจเป็นของคละเคล้าปลอมด้วยโลหะลางเป็นต้นว่าตะกั่ว หรือเหล็กผสมทราย) ตรวจด้วยการเอาผงดีหมีเล็กน้อยวางบนนิ้วชี้ หยดน้ำลงไป ๑ หยด แล้วขยี้ด้วยนิ้วหัวแม่มือ (แม้เป็นของแท้จะมีกลิ่นหอมเย็น) น้ำดีที่เป็นของแท้จะเปราะ แตกง่าย ได้ผลึกรูปหลายเหลี่ยม   (แม้เป็นของเลียนแบบจะเหนียวรวมทั้งแข็ง ไม่เป็นเงา) อย่างไรก็ดี วิธีการนี้ควรต้องอาศัยประสบการณ์รวมทั้งความชำนาญมาก
๒. แนวทางเผาไฟ เอาเข็มเขี่ยๆผงดีหมีน้อย   เผาไฟ ถ้าเกิดเป็นของแท้จะปุดเป็นฟอง  แต่ว่าแม้เป็นของเลียนแบบจะติดไฟหรือเยิ้มเหลว หรืออาจมีปุดเป็นฟองแต่มีกลิ่นไม่พึงปรารถนา
๓. วิธีตรวจด้วยน้ำ เติมน้ำลงในแก้วน้ำ ขนาดราว ๓ ใน ๔ แก้ว เอาเกล็ดดีหมีบางส่วนใส่ลงเบาๆบนผิวน้ำ เกล็ดดีหมีนั้นจะหมุนอย่างรวดเร็วชั่วครู่ ขณะหมุนอยู่ก็จะละลายไปเรื่อยๆแล้วจมลงในน้ำ ทำให้เห็นเป็น “เส้นเหลือง” ลงสู่ตูดแก้ว เส้นเหลืองนี้ดำรงอยู่เป็นเวลายาวนานกว่าจะหายไป ถ้าที่ผิวน้ำมีฝุ่นละอองบางส่วนเมื่อใส่เกล็ดดีหมีลงบนผิวน้ำ   ผงดีหมีจะหมุนอย่างเร็วรวมทั้งผลักฝุ่นละอองที่ผิวน้ำให้กระจัดกระจายออก นอกจากนั้น วิธีแบบนี้ยังคงอาจใช้เหล้าขาวแทนน้ำ จะกำเนิดเส้นเหลืองให้มองเห็นด้วยเหมือนกัน
๔. แนวทางตรวจทางเคมี ทำได้โดยตรวจสาระสำคัญในดีหมีซึ่งไม่พบในดีของสัตว์อื่นหมายถึงกรดเออร์โซเดสออกศสิวัวลิก (ursodesoxycholic acid)  อย่างเช่น ด้วยแนวทางรงคเลขผิวบาง  (thin-layered  chromatography) หรือด้วยแนวทางรงคเลขของเหลวความสามารถสูง  (high  performance  liquid  chromatography  หรือ  HPLC)

คุณประโยชน์และก็ขนาดที่ใช้
แบบเรียนจีนว่า ดีหมีมีรสขม ฤทธิ์เย็น ใช้เป็นยาลดไข้ แก้อาการชัก บำรุงสายตา ใช้เป็นยาเจริญอาหารรวมทั้งยาทดแทนน้ำดี เป็นยาช่วยชีวิตผู้ป่วยที่สลบเนื่องจากไข้สูง ใช้หยอดตา ทาหัวริดสีดวงทวารหนักที่นำมาซึ่งลักษณะของการปวดบวม ใช้กินเป็นยาแก้โรคตับอักเสบ โรคความดันเลือดสูง โรคบิดเรื้อรัง ใช้ครั้งละ ๐.๖-๑.๕ กรัม   โดยชงน้ำกิน   หรือทำเป็นยาลูกกลอนก็ได้ หรือใช้ละลายน้ำน้อยเป็นยาใช้ภายนอก หรือใช้ทำเป็นยาตาก็ได้
ประโยชน์ทางยา
แพทย์แผนไทยใช้ดีหมีเป็นทั้งยังเครื่องยาและกระสายยา ตำราเรียนสรรพคุณยาโบราณว่าดีหมีมีรสขม หวาน มีสรรพคุณดับพิษร้อนข้างใน แก้พิษคลุ้มคลั่ง สติลอย ตาเหม่อ บำรุงน้ำดี ขับขี่รถยาให้แล่นทั่วตัว ใช้ดีหมีเป็นยากระจายเลือดลิ่มสำหรับบุคคลที่ซ้ำซอกเพราะว่าตกต้นไม้หรือตกจากที่สูง หรือถูกของแข็งชน ทำให้ฟกช้ำดำเขียว เว้นเสียแต่ดีหมีแล้ว แพทย์แผนไทยยังรู้จักใช้ “เขี้ยวหมี” เป็นเครื่องยาในตำรับยาหลายขนาน ตัวอย่างเช่น ยาปรับแก้ขนานหนึ่งใน พระคัมภีร์มหาโชตรัต ดังนี้ สิทธิการิยะ หากคนไหนกันแน่เปนไข้แลให้ร้อนภายในให้ต้องการน้ำนัก แลตัวคนไข้นั้นให้กระด้างประหนึ่งขอนไม้แลท่อนฟืน ให้ตัวนั้นเปนเหน็บชาไปทั่วอีกทั้งกายหยิกไม่เจ็บ ท่านว่าเกิดรอยดำภายในแลให้ปากแห้งคอแห้งผากฟันแห้งนมท้อแท้ให้เปนต่างๆนั้น   ท่านว่ารอยดำผุดออกยังไม่สิ้นยังอยู่ในหัวใจนั้น   ถ้าจะแก้ให้เอารากกะตังบาย ๑   จันทน์ ๒   สนเทศ ๑   ระย่อม ๑   พิศท้องนาศ ๑   รากแตงโหดร้าย ๑   รากหมูปล่อย ๑   หัวมหากาฬ ๑   หัวกะเช้าผีมด ๑   รากไคร้เครือ ๑   ใบยับยั้ง ๑   ใบภิมเสน ๑   ใบเฉียงพร้าหอม ๑   ใบทองพันชั่ง ๑   เขากวาง ๑   งาช้าง ๑   เขี้ยวเสือ ๑   เขี้ยวหมี ๑   เขี้ยวจระเข้ ๑   เขี้ยวหมูป่า ๑   เขี้ยวแรด ๑   กรามนาคราช ๑   เขี้ยวปลาพยูน ๑   เกสรดอกบัวน้ำอีกทั้ง ๗   ผลสมอพิเภก ๑   เทียนดำ ๑   ใบสทายใจ ๑   เปลือกไข่เป็ดสด ๑   ผลจันทน์ ๑   ดอกจันทน์ ๑   สมอไทย ๑   รากมะรุมบ้าน ๑   รวมยาดังนี้เอาเท่าเทียมกัน   ทำผง   แล้วจึงบดปั้นแท่งไว้   ฝนด้วยน้ำดอกไม้   อีกทั้งกินทั้งยังพ่น   แก้สรรพไข้ทุกอันดังที่กล่าวถึงมาแล้วมานั้น   หายแล อนึ่ง “เขี้ยวหมี”   เป็นเครื่องยาอย่างหนึ่งในพิกัดยาไทยที่เรียก “นวเขี้ยว”   หรือ “เนาวเขี้ยว”   อย่างเช่น   เขี้ยวหมูป่า   เขี้ยวหมี   เขี้ยวเสือ   เขี้ยวแรด   เขี้ยวหมาป่า   เขี้ยวปลาพะยูน   เขี้ยวตะไข้  เขี้ยวเลียงหน้าผา   และงาช้าง

Tags : สัตววัตถุ

13
อื่นๆ / ชื่อพฤกษศาสตร์ หมายถึงอะไร
« เมื่อ: พฤศจิกายน 15, 2017, 02:09:23 PM »

สมุนไพรชื่อวิชาพฤกษศาสตร์ของต้นพืชเป็นอย่างไร?
ชื่อวิทยาศาสตร์ของพืช หรือชื่อพฤกษศาสตร์ เป็นชื่อสากลของพืชที่ตั้งขึ้นมาตั้งขึ้นตามข้อตกลงนานาชาติ โดยกำหนดให้ใช้ชื่อเป็นภาษาละติน เนื่องจากเป็นภาษาที่ตายแล้ว ก็เลยมีการเปลี่ยนแปลงน้อยมาก หรือบอกได้ว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลย
คาร์โลลัส ลินเนียส เป็นผู้นำระบบการเรียกชื่อแบบงี้มาใช้เป็นครั้งแรกในปี คศ ๑๗๕๓ เรียกกันว่า “ระบบเรียกชื่อคู่” (binomial nomenclature) ระบบนี้เรียกชื่อราวการเรียกชื่อของชาวจีน คือเรียกชื่อสกุล (แซ่) ก่อน แล้วจึงและก็ตามด้วยชื่อจริง เช่น เหมาเจ๋อตง เหมาเป็นชื่อสกุลเงินหรือแซ่ ส่วนเจ๋อตง เป็นชื่อตัว ซึ่งก็คือ (นาย) เจ๋อตง (แซ่) เหมา ในการเรียกชื่อแบบไทยนั่นเอง การเรียกชื่ออย่างนี้ ชื่อที่ตามหลังชื่อสกุลจะเป็นชื่อตัว (ถ้าเกิดเป็นพืชก็จะเป็นชื่อประเภท) การตั้งชื่อวิชาพฤกษศาสตร์ของพืชมีกฎที่ต้องปฏิบัติตามต่างๆแล้วก็หลักเกณฑ์ที่จะต้องปฏิบัติล้นหลาม และก็การกำหนด “แบบอย่างต้นแบบ” (type specimen) สำหรับใช้ทำคำพรรณนารูปแบบของพืชประเภทนั้นๆอย่างไรก็ตาม ชื่อพฤกษศาสตร์ ของพืชมักนิยมเขียนเป็น ๓ ชื่อ โดยชื่อท้ายที่สุดนั้น มากมายใส่ไว้เพื่อเป็นเกียรติแก่นักวิชาพฤกษศาสตร์ผู้ตั้งชื่อนั้น ดังเช่นว่า ต้นโมกสิริกิตอันเป็นพืชถิ่นเดียวของประเทศไทย ที่เพิ่งศึกษาค้นพบใหม่ทางพฤกษศาสตร์(รายงานเมื่อปีพ.ศ ๒๕๔๔ ) มีชื่อเสียงพฤกษศาสตร์ว่า Wrightia sirikitiae D.J.Middleton & Santisuk นามสกุลก็คือ Wrightia อันเป็นสกุลโมกมัน ชื่อจำพวก sirikitiae ได้รับพระราชทานพระราชานุญาตจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ ให้อัญเชิญพระนาม “สิริกิต์” มาตั้งเป็นชื่อประเภทเพื่อเฉลิมพระเกียรติ ชื่อD.J.Middleton & Santisukเป็นชื่อผู้ตั้งชื่อชื่อพฤกษศาสตร์จำพวกนี้ ชื่อ Santisuk เป็นนามสกุลของ ศ.จ.ดร. เครื่องหมายชัย สันติสุขราชบัณฑิต พืชจำพวกนี้จัดเป็นพืชหายากและก็ใกล้สิ้นซาก แล้วก็เจอรอบๆเขาหินปูนรอบๆพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี

ดอกเข้าพรรษา
อันเป็นพืชถิ่นเดียวของเมืองไทย พึ่งได้รับการค้นพบใหม่ทางพฤกษศาสตร์เช่นกัน (รายงานเมื่อปี  พ.ศ ๒๕๔๔) ว่า Smithatris supraneanae W.J.Kress & K.Larsen นามสกุลคือ Smithatris เป็นนามสกุลใหม่ของสกุลขิง ชื่อประเภทเป็น supraneanae ตั้งให้เป็นเขตแดนของไทย ชื่อสุปราณี อาจพิชญานนท์ ส่วนชื่อ W.J.Kress & เป็นนักพฤกษศาสตร์ผู้ร่วมริเริ่มตั้งขึ้นชื่อประเภทนี้ดอกต้นดอกเข้าพรรษาเจอในธรรมชาติที่จังหวัดสระบุรีรวมทั้งลพบุรีดอกจะบานตอนวันเข้าพรรษา เนื่องจากช่อดอกประกอบด้วยใบเสริมแต่งสีขาวและก็มีดอกสีเหลืองอยู่ด้านในราษฎรก็เลยนำไปใส่บาตรดอกไม้ในวันเข้าพรรษาที่สัดรอยพระบาท จังหวัดสระบุรี
นามนั้นสำคัญไฉน?
พรรณพฤกษชาติแต่ละประเภทมีชื่อเรียกต่างๆกันไปตามแคว้น และตามภาษาของชาติพันธุ์ ดังเช่นว่า ต้นลั่นทม ของทางภาคกลางนั้น ลาวเรียก จำปา หรือดอกพิกุลของทางภาคกลางนั้น ล้านนาเรียก ดอกแก้ว ซึ่งดอกแก้วทางภาคกลาง คือต้นไม้อื่นอีกหลายอย่าง การใช้ชื่อวิชาพฤกษศาสตร์ก็เลยช่วยให้เชื้อชาติต่างๆทั้งยังไทยแล้วก็เทศสามารถติดต่อสื่อสารถึง พืชชนิดเดียวกันได้ตรงกัน

14

สมุนไพร(คณาเภสัช)
สำหรับการประกอบยาหรือปรุงยานั้น แพทย์ผู้ปรุงยาจำเป็นต้องรู้จักวัตถุต่างๆที่จะนำมาปรุงเป็นยา ในทางมุมต่างๆแล้วก็กระบวนการปรุงยา (เภสัชกรรม) เป็นปฐม โดยธรรมดาหมอปรุงยาจำต้องรู้จักหลักใหญ่ๆ๔ ประการ เช่น เภสัชวัตถุ รู้จักตัวยา เป็นวัตถุธาตุนานาจำพวกที่จะนำมาใช้ประกอบเป็นยาสำหรับแก้โรค อีกทั้งพฤกษวัตถุ สัตววัตถุ แล้วก็ธาตุวัตถุคุณประโยชน์เภสัช รู้จักสรรพคุณแล้วก็โทษของวัตถุธาตุที่จะประยุกต์ใช้ปรุงเป็นยาตลอดจนเครื่องยาต่างๆที่ใช้หลายครั้งในยาไทย แยกเป็นชนิดและประเภทตามรส คณาเภสัช รู้จักพิกัดยา คือ ยาหลายชนิดที่มีชื่อไม่เหมือนกัน รวมเรียกเป็นชื่อเดียวกัน การปรุงยา รู้จักกรรมวิธีปรุงยาหรือการประกอบยาตามแบบตำราโบราณ เภสัชวัตถุ เภสัชวัตถุอันคือวัตถุธาตุนานาจำพวกที่จะประยุกต์ใช้เป็นยาบำบัดโรคนั้น โบราณแยกประเภทตามแหล่งที่มาของวัตถุที่ประยุกต์ใช้เป็นยาได้ ๓ ประเภทใหญ่ๆคือ
๑.พฤกษ์วัตถุ ดังเช่นว่าประเภทพฤกษชาตินานาชนิด ทั้งยังจำพวกต้น ชนิดเถาหรือเครือ ชนิดหัว จำพวกผัก ชนิดหญ้า จำพวกพืชพิเศษ (เห็ดและพืชชั้นต่ำอื่นๆ)
๒.สัตววัตถุ เช่นสัตว์นานาชนิด ในขณะที่ตลอดตัวหรือเพียงแค่ลางส่วน นำมาใช้เป็นเครื่องยา ไม่ว่าจะเป็นสัตว์น้ำ สัตว์บก หรือสัตว์อากาศ
๓.ธาตุวัตถุ ตัวอย่างเช่นแร่ต่างๆที่ประยุกต์ใช้เป็นเครื่องยา ในขณะที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติหรือผสมขึ้น โบราณว่าสรรพวัตถุอันมีอยู่ในโลกนี้ล้วนเกิดขึ้นจากธาตุ ๔ ย่อมใช้เป็นยาบำบัดโรคได้ทั้งมวล แม้กระนั้นจะมีสรรพคุณมากมายน้อยกว่ากันเช่นไร ขึ้นอยู่กับประเภทของวัตถุนั้นๆแพทย์ผู้ปรุงยาต้องรู้จักเภสัชวัตถุในรายละเอียด ๕ ประการ คือรู้จักรูปยา รู้จักสียา รู้จักกลิ่นยา รู้จักรสยา และรู้จักชื่อยานี้ ก็เลยจะสามารถนำเอาเครื่องยาที่ถูกจากที่เจาะจงเอาไว้ภายในตำรับยา มาปรุงเป็นยาซึ่งสามารถแก้โรคนั้นนั้นๆได้

สรรพคุณเภสัช
คุณประโยชน์เภสัช ซึ่งก็คือคุณประโยชน์ทางยา ของเภสัชวัตถุดังกล่าวมาแล้วข้างต้น แต่ว่าจำเป็นต้องรู้รสอย่างก่อนจะทราบคุณประโยชน์ยา เหตุเพราะรสยาจะแสดงสรรพคุณยา เมื่อรู้จักยาแล้ว จึงจะรู้จักคุณประโยชน์ยานั้นย่างกว้างๆได้ ในเรื่องรสยานี้โบราณแบ่งรสยาวออกเป็น ๓กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมตั้งเป็นประธานก่อนคือ
๑.รสเย็น ประจำหน้าร้อน (คิมหันตฤดู) แก้ในกองเตโช สมุฏฐาน ดับพิษร้อนทำลายพิษไข้ต่างๆเนื่องจากไข้ตัวร้อนมากเกิดในช่วงฤดูร้อน อย่างเช่น อย่าที่ปรุงด้วยเกสรดอกไม้ (ที่ไม่ร้อน) รากไม้ต่างๆ(ที่ไม่ร้อน) เขาสัตว์ต่างๆเขี้ยวสัตว์ต่างๆและก็ของที่เผาหรือสุ่มให้เป็นถ่าน ฯลฯ
๒.รสร้อน ประจำหน้าฝน (วสันตฤดู) เบื่อแก้ในกองวาโยสมุฏฐาน แก้ลมต่างๆเป็นส่วนมาก ทำให้แน่นท้อง จุกเสียด แล้วก็แก้ลมในกองธาตุทุพพลภาพ เนื่องจากโรคลม โดยส่วนมาก กำเนิดในช่วงฤดูฝน เช่น ยาที่ปรุงผสมด้วยเบญจกุล ตรีกฏุก ฝึกฝนคุณ ขิง ข่า หัศคุณทั้งคู่ ดองดึง ใบกระเพรา ฯลฯ
๓.รสอ่อนโยน ประจำหน้าหนาว (เหมันตฤดู) แก้ในกองอาโป สมุฏฐาน หยุดเสมหะ แก้เลือดทุพพลภาพ ดังเช่นว่า ยาที่ปรุงปรารถนาด้วยโกษฐ์อีกทั้ง ๕ เทียน ๕ กฤษณา กระลำพัก ชลูด อบเชย ขอนดอก ฯลฯ เมื่อปรุงเป็นยาแล้วจะได้ยารสอ่อนโยน เป็นต้นว่า ยาหอม

15
อื่นๆ / ขายสมุนไพรพลูคาว/คาวตอง
« เมื่อ: พฤศจิกายน 02, 2017, 11:11:59 AM »

พลูคาว/คาวตองมีสรรพคุณดีเยี่ยมจะช่วยคุณรักษาปัญหาโรคต่างๆในชีวิตประจำวันของคุณ


ยั้งเซลล์ของมะเร็ง


ขายพลูคาว/คาวตอง[/url] ช่วยเสริมการดูแลรักษารวมทั้งบำรุงสุขภาพสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็ง โรคมะเร็งเป็นสิ่งที่คนไม่ใช่น้อยมีความกลุ้มใจเพราะเหตุว่าเดี๋ยวนี้มีคนป่วยโรคมะเร็งมากมาย แล้วก็รักษาหายยากถึงขั้นเสียชีวิต ด้วยส่วนผสมของสมุนไพรพลูคาว ปัญจหมู่ ทองคำพันชั่งและก็รับผลิตพลูคาว/คาวตอง มีคุณประโยชน์สำหรับการต้านทาน และก็ยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง ทำให้การยืนขึ้นลุกลามของเซลล์มะเร็งลดน้อยลง นำมาซึ่งการทำให้ผู้ทาน ที่ป่วยด้วยโรคมะเร็งมีสุขภาพที่แข็งแรงขึ้น อาการข้างๆเจ็บป่วยจากโรคมะเร็งดีขึ้น ผู้ครั้งไม่ได้เป็นโรคมะเร็งหรือสงสัยว่าตัวเองจะเป็นมะเร็ง ก็สามารถทานได้เพื่อช่วยบำรุงสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ


เสริมการรักษาโรคเอดส์ (HIV) รวมทั้งช่วยทุเลา{อาการโรค|อาการของโรค|ลักษณะโรค|ลักษณะของโรคโอกาศต่างๆ


โรคภูมิคุมกันบกพร่องเป็นโรคที่ทำให้ร่างกายไม่สบายในหลายๆส่วน เนื่องจากว่าร่างกายขาดภูมิคุ้มกัน ทำให้รอบๆผิวหนัง เป็นตุ่ม เป็นแผล หรือมีโรคที่ป่วยข้างในอื่นๆตามมา ด้วยส่วนประกอบของสมุนไพรในตำหรับยาแคปซูลพลูคาว/คาวตอง ซึ่งมีส่วนสำหรับการบำรุงรวมทั้งปรับภาวะน้ำเหลือง (ที่เป็นภูมิคุ้มกันของร่างกาย) ช่วยต่อต้านและก็ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อไวรัสต่างๆทำให้ร่างกายแล้วก็ระบบภูมิคุ้มกันดีขึ้น ขายพลูคาว/คาวตอง และยิ่งกว่านั้นยังช่วยรักษาและก็ทุเลาลักษณะของโรคผิวหนังที่เป็นตุ่ม พอง อักเสบต่างๆทั่วร่างกาย ให้แห้งรวมทั้งหายเร็วเพิ่มขึ้น ทำให้ไม่เป็นแผลนานเริ่มได้ผลสำหรับการทานตลอดจะสังเกตุได้ว่าสุขภาพแข็งแรงขึ้น


ช่วยรักษาไข้ หวัดต่างๆปอดบวม และโรคที่เกี่ยวกับทางเท้าหายใจ


ขายส่งพลูคาว/คาวตอง สามารถรักษาโรดปอดอักเสบรวมทั้งหวัดเป็นโรคที่ทำให้ผู้ป่วยไอจามบ่อยๆผู้คนจำนวนไม่ใช้น้อยไอกระทั่งเจ็บอก และก็ยังติดต่อไปสู่คนอื่นๆด้วย ส่วนประกอบของสมุนไพรดังต่อไปนี้ พลูคาว เหงือกปลาแพทย์ และก็ขันทองมีการ คุณประโยชน์สำหรับในการขจัดเชื้อไวรัสและก็กางคสทีเรีย อันเป็นมูลเหตุกระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดไข้หวัด รวมทั้งอาการปอดบวม เมื่อทานต่อเนื่องลักษณะของการป่วยจากโรคพวกนี้จะอย่างเห็นได้ชัด ขายพลูคาว/คาวตอง สามารถอาการไอจามจะต่ำลง สามารถทานคู่กับยาแผนปัจจุบัน หรือเสริมการดูแลรักษาให้กับคนที่เป็นโรคดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้วได้อย่างดี


ช่วยรักษาโรคเบาหวาน


เบาหวานเป็นโรคที่พบได้ง่ายในคนแก่ เมื่อเป็นแล้วทำให้แผลหายช้า แม้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงจะทำให้ต่อระบบการมองมองเห็น เมื่อได้เปรียบเนื่องเรื้อรังโดยไม่ดูแลรักษาสุขภาพร่างกายจะเป็นสาเหตุของโรคอื่นๆด้วยส่วนประกอบของพลูคาว ปัญจขันธ์ รางจืด แล้วก็มะรุม ที่ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยให้แผลที่หายยาก แห้งและตกสะเก็ดเร็วขึ้น ไม่เป็นแผลเรื้อรัง อาการโรคเบาหวานขึ้นตาก็จะบรรเทาลง ทำให้สามารถมองเห็นได้ดิบได้ดีขึ้น การทานสมุนไพรที่ทุเลาอาการโรคโรคเบาหวานได้ จะช่วยให้ปลอดภัยจากโรคที่จะตามมาจากการกินยาแผนปัจจุบันมากๆยกตัวอย่างเช่น โรคไต โรคตับ ฯลฯ เพราะว่าสามารถทานพร้อมกันเพื่อเสริมการดูแลและรักษาทำให้พวกเราทานสารเคมีน้อยลง


ช่วยรักษาโรคผิวหนัง ดังเช่น งูสวัด โรคเรื้อน ขี้กลากโรคเกลื้อน แล้วก็อาการผื่นแพ้


แคปซูลพลูคาว/คาวตอง สามารถรักษาโรคงูสวัด สะเก็ดเงิน โรคเรื้อน กลาก เกลื้อน เริม เป็นโรคที่อาจเป็นเพราะเชื้อไวรัส หรือเชื้อแบคทีเรียที่อยู่รอบกายพวกเรา ซื่งทุกคนก็อาจเป็นโรคพวกนี้รวมทั้งเมื่อเป็นแล้วจะสร้างความน่าลำค้างญ อย่างเช่น อาการแสบ คัน รอบๆผิวหนังอยู่เป็นประจำๆหรือเป็นแผลที่ไม่น่ามองต่อคนเห็น ด้วยส่วนผสมของสมุนไพรหลายตำหรับ ยาสมุนไพรพลูคาว ตราคุณสัมฤทธิ์นี้ ที่มีส่วนช่วยสำหรับการขายพลูคาว/คาวตอง ต้านทานเชื้อไวรัสแล้วก็แบคทีเรีย ช่วยชลอการแพร่กระจายของโรคผิวหนัง และก็ช่วยทำให้คนที่เป็นโรคผิวหนังแล้วหายเร็วเพิ่มขึ้น นอกจากนั้นยังมีส่วนช่วยในการบำรุงระบบน้ำเหลืองทำให้อาการแพ้ ผื่นคัน ลดลง ดังเช่น อาการแพ้จากยุง หรือมดกัด ที่เป็นตุ่มดำๆตามขาหรือแขนในบางคน ทำให้อาการแพ้อาการดีขึ้น


ช่วยรักษาอาการอักเสบของแผล


เมื่อร่างกายเกิดแผล อย่างเช่น แผลถลอก หรือ แผลที่อักเสบอยู่ภายในร่างกาย จะส่งผลให้คนไข้รู้สึกเจ็บปวดหรือเป็นใข้ ในบางรายที่เป็นแผลเรื้อรังก็จะเป็นหนอง หรือกำเนิดรอยแผลที่ไม่น่าดู ด้วยส่วนผสมของสมุนไพรพลูคาว ปัญจหมู่ ยาเขียว แล้วก็มะรุม ซึ่งมีสรรพคุณสำหรับการช่วยลดอาการอักเสบของแผล ช่วยทำให้แผลแห้งรวมทั้งตกสะเก็ดเร็วขึ้น ขายพลูคาว/คาวตอง ช่วยต่อต้านเชื้อแบคทีเรียทำให้อาการแผลดีขึ้นกว่าเดิม ลดลักษณะของการเจ็บปวดและความร้ายแรงของรอยแผล เพื่อไม่ให้รอยแผลแผ่ขยายจนไม่น่ามองดู และช่วยทำให้แผลหายเร็วขึ้น


ช่วยเสริมภูมิต้านทานบำรุงสุขภาพ ขับสารพิษ


ในขณะนี้พวกเราจำเป็นต้องเจอกับเชื้อโรคต่างๆและสิ่งสกปรกต่างๆเยอะแยะ การมีภูทิต่อต้านโรคที่ดีทำให้ร่างกายแข็งแรง ไม่ป่วยง่ายไม่สิ้นเปลืองค่ารักษา ด้วยส่วนผสมของสมุนไพรหลายประเภทใน ขายพลูคาว/คาวตอง ซึ่งมีสรรพคุณในการช่วยทำนุบำรุงน้ำเหลือง ที่มีหน้าที่ในการต่อสู้กับเชื้อโรค ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันของร่างกายไม่ให้ป่วยไข้ง่าย และก็ด้วยส่วนผสมของมะรุมที่ช่วยขับพิษออกมาจากร่างกาย จึงเหมาะมากที่จะรัปประทานเพื่อบำรุงร่างกาย หรือบำรุงสุขภาพสำหรับผู้เจ็บป่วยที่อยู่ในช่วงพักฟื้นโรคต่างๆเกิดขึ้นจากสาเหตุอะไรบ้าง?


โรคมะเร็ง


มีเหตุมาจากร่างกายมีเซลล์แตกต่างจากปกติ และก็เซลล์พวกนั้นมีการเติบโตเร็วเกินกว่าที่ร่างกายจะควบคุม จึงแพร่ขยายได้ทั่วร่างกาย  ทำให้เซลล์ธรรมดาของเยื่ออวัยวะดำเนินงานไม่ได้ เกิดเป็นโรคและมีลักษณะอาการต่างๆขึ้น แม้มะเร็งแพร่ไปสู่อวัยวะสำคัญ อวัยวะเหล่านั้นจะล้มเหลวไม่อาจจะปฏิบัติงานได้ ทำให้เสียชีวิตได้ในที่สุด


เบาหวาน


มีส่วนเกี่ยวข้องกับฮอร์โมนอินซูลิน ซึ่งปฏิบัติหน้าที่นำน้ำตาลเดกซ์โทรสจากเลือดไปสู่เซลล์ทั่วร่างกาย แต่ว่าเมื่อกำเนิดความแปลก เป็นต้นว่า ตับอ่อนสร้างอินซูลินได้ลดลง หรือเกิดภาวะบางสิ่งบางอย่างที่ทำให้เซลล์ไม่อาจจะนำอินซูลินไปใช้ได้ ส่งผลให้มีน้ำตาลเหลือค้างในเลือดสูง เป็นต้นเหตุให้เกิดเป็นโรคโรคเบาหวานนั่นเอง


โรคภูมิแพ้


คือสภาวะที่ร่างกายเกิดการตอบสนองอย่างยิ่งไม่ดีเหมือนปกติต่อสิ่งเร้า ซึ่งโดยธรรมดาจะไม่ตอบสนอง เช่น ไรฝุ่น เกสรดอกไม้ ก่อให้เกิดการอักเสบในอวัยวะที่สัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้ ตัวอย่าง โรคภูมิแพ้ทางจมูกเมื่อหายใจเข้าไป สารก่อภูมิแพ้จะมีผลให้มีการอักเสบกำเนิดอาการคัดจมูก จามมีน้ำมูกใสๆบางรายแพ้อาหารหรือถูกยุงกัด ก็เกิดอาการแพ้เป็นตุ่มที่ผิวหนัง เป็นต้น


โรคภูมิคุมกันบกพร่อง


คนไข้จะมีการติดโรคฉวยโอกาส เนื่องจากว่าไวรัสเอชไอวีทำให้ลักษณะการทำงานของระบบภูมิต้านทานโรคลดลง เนื่องจากเชื้อไวรัสจะเข้าไปทำลายเซลล์เม็ดเลือดขาวลงเรื่อยดังนั้น ร่างกายจะเสียความรู้ความเข้าใจ{ในการ|สำหรับการ|สำหรับในการ|สำหรับเพื่อ คุ้มครองป้องกันเชื้อต่างๆก็เลยกำเนิดโรคติดเชื้อฉวยโอกาสขึ้น ตัวอย่างเช่น เชื้อราในปอดหรือในสมอง นอกเหนือจากนี้ยังทำให้กำเนิดโรคมะเร็งในคนเจ็บ เพราะว่าระบบภูมิต้านทานได้สูญเสียความรู้ความเข้าใจสำหรับในการกำจัดเซลล์ของมะเร็งภายในร่างกายไปแล้ว


โรคงูสวัด


เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสชนิดเดียวกับโรคอีสุกอีใส หายแล้วจะยังมีเชื้อไวรัสนี้หลงเหลืออยู่ในปมประสาทต่างๆโดยเฉพาะของลำตัวเมื่อร่างกายอ่อนแอ เป็นต้นว่า แก่ขึ้น พักไม่พอ หรือมีโรคเรื้อรังต่างๆอาทิเช่น โรคมะเร็ง หรือกินยากดภูมิต้านทาน เชื้อไวรัสนี้จึงเติบโตแล้วก็ส่งผลให้เกิดโรคงูสวัดได้


โรคปอดบวม ปอดอักเสบ ปอดติดเชื้อโรค


อาการที่เกิดขึ้นมาจากปอดได้รับเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรียเข้าไป เพราะว่าสุขภาพไม่ดีทำให้ไม่สามารถที่จะกำจัดเชื้อออกไปได้ ก็เลยทำให้ปอดเกิดอาการอักเสบเป็นลักษณะก็จะคล้ายกับฝีเกิดขึ้น และก็มีของเสีย คือเสลดขับออกมาจากปอด


ไข้หวัดใหญ่


มีเหตุที่เกิดจากการต่อว่าเชื้ออินฟูเอนซา นำมาซึ่งการอักเสบของระบบฟุตบาทหายใจ ไข้หวัดใหญ่เป็นโรคติดต่อเช่นเดียวกับโรคไข้หวัด แม้กระนั้นมีความร้ายแรงสูงขึ้นยิ่งกว่าหวัดธรรมดามากมาย


โรคผิวหนัง


กำเนิดได้จากหลายกรณีดังต่อไปนี้ ต่อมต่างๆของผิวหนังอุดตัน หรือติดเชื้อ ได้แก่ เป็นสิว เป็นต้น การต่อว่าดเชื้อแบคทีเรีย หรือเชื้อไวรัสแล้วก็การขายพลูคาว/คาวตองสามารถยังช่วย เชื้อรา ตัวอย่างเช่น ฝีต่างๆกลาก โรคเกลื้อน โรคเริม โรคงูสวัด โรคไฟลามทุ่ง ฯลฯ จากโรคภูมิแพ้ ยกตัวอย่างเช่น ผื่นคันจากการสัมผัสขนสัตว์หรือเกสรดอกไม้ช่วยเสริมการดูแลและรักษาแล้วก็บำรุงสุขภาพสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็ง โรคมะเร็งเป็นสิ่งที่ผู้คนจำนวนมากมีความรู้สึกไม่ค่อยสบายใจเนื่องจากตอนนี้มีผู้ป่วยโรคมะเร็งมากไม่น้อยเลยทีเดียว และก็รักษาหายยากถึงกับตาย ด้วยส่วนประกอบของสมุนไพรพลูคาว ปัญจขันธ์ ทองพันชั่งและก็ขายส่งพลูคาว/คาวตอง มีคุณประโยชน์ในการต่อต้าน และยั้งการเติบโตของเซลล์ของมะเร็ง ทำให้การลุกลามของเซลล์มะเร็งต่ำลง ส่งผลให้รับผลิตพลูคาว/คาวตอง สามารถ รักษาผู้ที่ป่วยที่มีอาการป่วยด้วยโรคมะเร็งมีสุขภาพร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรงขึ้น อาการใกล้กันป่วยจากโรคมะเร็งทุเลาลง ผู้หนไม่ได้เป็นโรคโรคมะเร็งหรือสงสัยว่าตัวเองจะเป็นโรคมะเร็ง ก็สามารถทานได้เพื่อช่วยบำรุงสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เป็นประจำ
ขายพลูคาว/คาวตอง ขายส่งพลูคาว/คาวตอง รับผลิตพลูคาว/คาวตอง แคปซูลพลูคาว/คาวตอง
สมุนไพรอื่นๆ
สรรพคุณกวาวเครือขาว
หัวกวาวเครือขาว รสเย็นเบื่อเมา บำรุงเนื้อหนังให้เต่งตึง บำรุงสุขภาพ บำรุงกำลัง เป็นยาอายุวัฒนะสำหรับคนแก่ แก้เมื่อยเนื้อเมื่อยตัวตามร่างกาย แก้อ่อนแรง ซูบผอม นอนไม่หลับ มีฮอร์โมนผู้หญิงสูง ทาหรือกินทำให้เต้านพขยายตัว เส้นผมดกดำ เพิ่มเส้นผม เป็นยาปรับรอบเดือนอาจจะก่อให้แท้งลูกได้ บำรุงความกำหนัด ทำให้อวัยวะสืบพันธุ์รวมทั้งมดลูกมีเลือดมาคั่งมากขึ้น บำรุงอวัยวะสืบพันธุ์ให้ก้าวหน้า แก้โรคจาฟาง ต้อกระจก ทำให้ความจำดี ทำให้มีพลัง เคลื่อนไหวปราดเปรียว บำรุงเลือด กินได้นอน ผิวหนัง
คุณประโยชน์ว่านชักมดลูก
ว่านชักมดลูก ยาสมุนไพรพื้นบ้านจังหวัดอุบลราชธานี ใช้ เหง้า ฝนทาแผล แก้พิษสุนัขกัด แบบเรียนไทย เหง้า รักษาเลือดออกมาจากมดลูกหลังคลอด รักษามดลูกอักเสบ แก้ตับอักเสบ แก้ปวดท้อง ขับน้ำดี รักษาอาการรอบเดือนมาแตกต่างจากปกติ , ปวดท้องระหว่างมีระดู ตกขาว ขับน้ำคาวปลา แก้ธาตุทุพพลภาพของกินไม่ย่อย แก้ริดสีดวงทวาร หัวตำดองดัวยสุรา กินครั้งละไม่เกิน 2 ช้อนโต๊ะ สำหรับคนคลอดลูกใหม่ๆแก้เจ็บปวดมดลูก ทำให้มดลูกเข้าอู่หรือเข้าที่เข้าทาง ไม่อักเสบ นิยมนำหัวของว่านชักมดลูกที่เป็นหัวกลมสั้นมาฝานต้มน้ำสำหรับอาบ รวมทั้งดื่ม เพื่อให้สภาพร่างกาย และก็มดลูกฟื้นตัวได้เร็วขึ้น ส่วนหญิงบางบุคคลในสมัยใหม่ไม่ค่อยเจอการอยู่ไฟแล้ว แม้กระนั้นก็ยังนิยมใช้ว่านชักมดลูก/ว่านทรหดมาต้มน้ำอาบ และก็ดื่มเสมอๆตลอดเวลา 3 เดือน หรือมากยิ่งกว่า ว่านชักมดลูกยังช่วยกระตุ้นการย่อยของอาหาร แก้ริดสีดวง แก้ไส้เลื่อน รักษาแผลในกระเพาะอาหาร คุ้มครองปกป้องมะเร็งชนิดต่างๆลดลักษณะของการปวดบวมของแผล แล้วก็ต่อต้านการอักเสบของแผล ถ้าเกิดเป็นแผลภายในจะใช้การต้มน้ำกิน ถ้าหากเป็นแผลข้างนอกอาจใช้ทั้งการต้มน้ำ ใช้บดทาแผล หรือน้ำสุกล้างทาแผล ช่วยกระตุ้นแนวทางการสร้างเซลล์ใหม่ รวมทั้งการซ่อมแซมเซลล์ที่สึกกร่อนหรือเซลล์รอยแผล ช่วยต้านทานอนุมูลอิสระ ทำให้ผิวดูผ่องใส ช่วยลดคอเลสเตอรอล ช่วยสำหรับการควบคุมน้ำหนัก กระตุ้นการหลั่งน้ำถุง แล้วก็ช่วยกระตุ้นกระบวนแขนย่อยของกิน แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ
คุณประโยชน์ถั่งเช่า
ถั่งเช่า คุณประโยชน์ถั่งเช่าช่วยเสริมสมรรถนะทางเพศ มีฤทธิ์ชูกำลังทางเพศ ช่วยให้สเปิร์มแข็งแรก เนื่องจากการกินถั่งเช่าจะส่งผลให้มีเลือดไปเลี้ยงอวัยวะสืบพันธุ์มากขึ้น ถั่งเช่าสามารถช่วยเพิ่มปริมาณของสเปิร์มในน้ำอสุจิได้ โดยจากการเรียนรู้ในเพศชาย 22 คนพบว่าเมื่อใช้ถั่งเช่าเป็นอาหารเสริมแล้ว จำนวนของสเปิร์มในน้ำอสุจิเพิ่มขึ้น 33% ทั้งยังยังลดจำนวนสเปิร์มที่มีความผิดธรรมดาลงได้ถึง 29% แล้วก็เมื่อศึกษาเพิ่มเติมอีกก็พบว่าถั่งเช่าสามารถช่วยเพิ่มสิ่งที่ต้องการทางเพศได้ 66 – 86% ทั้งยังยังมีคุณลักษณะสำหรับการปกป้องรักษาและก็เสริมสร้างการทำงานของต่อมหมวกไต รวมทั้งเพิ่มโอกาสที่สเปิร์มจะกำเนิดได้ช่วยปรับให้รูปแบบการทำงานของหัวใจ  ถั่งเช่า มีสรรพคุณช่วยทำให้ปรับอัตราการเต้นของหัวใจให้ปกติได้ ทั้งยังช่วยบรรเทาอาการหัวใจขาดออกสิเจน และก็เพิ่มออกซิเจนให้หัวใจได้สร้างเสริมลักษณะการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ถั่งเช่ามีคุณประโยชน์ช่วยทำให้ปรับปรุงการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันให้เป็นปกติ  ช่วยให้ร่างกายสร้างเซลล์ภูมิต้านทานมากขึ้นต้านทานโรคมะเร็ง ถั่งเช่าก็ยังมีฤทธิ์สำหรับเพื่อการต่อต้านโรคมะเร็ง ขึ้นรถคอร์ไดเซปิน (Codycepin) ที่อยู่ในถั่งเช่านับว่าเป็นสารที่มีความหมายในการต่อต้านการเกิดโรคมะเร็ง คุ้มครองปกป้องการเกิดและก็การแพร่กระจายของเนื้อร้ายลดไขมันในเลือด ถั่งเช่ามีคุณประโยชน์ควบคุมระดับไขมันในเลือด ลดคอเลสเตอรอล แล้วก็สามกลีเซอร์ไรด์ ซึ่งเป็นต้นเหตุของโรคภัยอื่นๆฟื้นฟูรูปแบบการทำงานของไต สำหรับคนไข้โรคไตเรื้อรัง การกินถั่งเช่าจะช่วยบรรเทาอาการลง และก็ทำให้สุขภาพไตดียิ่งขึ้น ทั้งยังยังลดความเสื่อมโทรมของไตที่เกิดจากสารพิษตกค้างได้เสริมสร้างการทำงานของตับ การกินถั่งเช่าเป็นอาหารเสริมจะช่วยลดผลพวงจากพิษ แล้วก็คุ้มครองการเกิดพังพืดในตับ สารต้านอนุมูลอิสระก็ยังเข้าไปทำให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นแนวทางการทำงานของระบบภูมิต้านทาน ลดความเลี่ยงในการเกิดโรคเชื้อไวรัสตับอักเสบได้ด้วยบำรุงโลหิต สารที่อยู่ในถั่งเช่าก็ยังช่วยเสริมสร้างรูปแบบการทำงานของระบบเลือด ทำให้ร่างกายสร้างไขกระดูกมากยิ่งขึ้นซึ่งทำให้เซลล์เม็ดเลือดแดงและเซลล์เม็ดเลือดขาวถูกทำในปริมาณที่พอเพียงต่อร่างกายลดระดับน้ำตาลในเลือด ถั่งเช่านับว่าเป็นสมุนไพรอีกชนิดที่ช่วยลดน้ำตาลได้ โดยมีการเรียนรู้พบว่าการกินถั่งเช่าวันละ 3 กรัม จะช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ถึง 95%
สรรพคุณเห็ดหลินจือ
เห็ดหลินจือ ประกอบด้วยสารที่มีผลต่อการเยียวยารักษาโรคหลากหลายประเภท แบ่งได้เป็น 3 ประเภทใหญ่ๆคือ สารชนิดที่ละลายน้ำ 30% สารละลายอินทร์ 65% รวมทั้งสาระเหย 5% มีประโยชน์สำคัญดังเช่น polysaccharide, triterpenoids, Germanium, Ganoderic, Essence รวมถึงวิตามินรวมทั้งแร่ ซึ่งช่วยสร้างภูเขามิต้านทางโรค ต้านมะเร็ง บำรุงตับ บำรุงสมองและระบบประสาท ปรับสมดุลให้แก่ร่างกาย เหมาะกับบำรุงร่างกายเนื่องมาจากมีความปลอดภัยสูง โพลีแซคคาไรค์ (polysaccharide) เป็นสาระสำคัญในเห็ดหลินจือที่จะช่วยสร้างเสริมรูปแบบการทำงานของร่างกาย เป็นกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรง ต่อต้านโรคมะเร็ง ปกป้องการลุกลามของเซลล์ของโรคมะเร็ง ช่วยปรับปรุงลักษณะการทำงานของตับอ่อน ปรับระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยขจัดพิษ แม้กระนั้นเพราะว่า polysaccharide มีโครงสร้างที่ซับซ้อนอาจทำให้ย่อยยากจะต้องกินวิตามินซีหรืออาหารที่มีวิตามินซีสูง เพื่อช่วยสำหรับการดูดซึมสาร polysaccharide เข้าสู่ร่างกายเยอร์มาเนียม (Germaniuum) ในดอกเห็ดหลินจือมีเยอร์มาเนียมมากถึง 800 – 2000 ppm สารเยอร์มา – เนียมมีคุณประโยชน์ต่อสภาพทางด้านร่างกายดังต่อไปนี้

  • ออกสิเจนในเลือด 4. รักษามะเร็ง
  • กระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกาย 5. ทำให้การไหลเวียนของเลือด
  • สมอง บำรุงประสาท 6. กำจัดพิษ บำรุงตับ รักษาตับ


สามเทอร์ปีนอยด์ (Tritepenoids) เป็นประโยชน์ต่อร่างกายดังนี้

  • ต้านโรคมะเร็ง 4. ลดโคเลสเตอรอล ปรับไขมันภายในร่างกายให้ธรรมดา
  • ควบคุมระดับความดันโลหิตให้ธรรมดา 5. เสริมสร้างระบบการทำงานเกี่ยวกับการย่อยอาหารให้ดียิ่งขึ้น
  • ควบคุมภูมิแพ้ 6. กระตุ้นการทำงานของเม็ดเลือดขาว


สารกาโนเดอริก (Ganoderic Essence) ช่วยลดความดันโลหิต ลดไขมันในเส้นเลือดแล้วก็คุ้มครองการ
ตันของไขมันภายในเส้นเลือด
คุณประโยชน์/คุณประโยชน์ของลูทีน
ลูทีน แล้วก็ซีแซนทินเป็นแคโรทีนอยด์ที่สะสมอยู่บริเวณเรตินาของดวงตา ซึ่งเม็ดสีนี้จะปฏิบัติหน้าที่คุ้มครองป้องกันเรตินาและหน้าจอประสาทตาจากกรรมวิธี OxidativeStress ซึ่งซึ่งพูดได้ว่าจะช่วยลดการเสี่ยงต่อการเป็นโรคหน้าจอประสาทตาเสื่อมได้ และก็ลูทีน (lutein) แล้วก็ซีแซนทีน (zeaxanthin) ปฏิบัติหน้าที่เป็นสารต้านทานขบวนการออกซิเดชันเพื่อคุ้มครองเซลล์รับแสง (photoreceptor cells) จากอันตรายจากอนุมูลอิสระที่เซลล์สร้างขึ้นเนื่องมาจากมีจำนวนออกซิเจนสูง (oxygen tension) รวมทั้งจากการถูกแสงสว่าง นอกนั้นยังมั่นใจว่าสารประกอบทั้งสองนี้มีบทบาทสำหรับในการกรองแสงสีฟ้าที่เป็นคลื่นแสงที่มีพลังงานสูง โดยประมาณว่าจะสามารถกรองแสงสีฟ้าลงได้ถึง 40 % ก่อนที่แสงจะตกถึงแมคูลา ด้วยเหตุดังกล่าวจะสามารถลดสถานการณ์ความเคร่งเครียดขบวนการออกซิเดชันต่อหน้าจอประสาทตาได้อย่างมีนัยสำคัญนอกเหนือจากนั้นลูทีนยังปฏิบัติหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระในดวงตาของผู้คนอีกด้วย เพราะดวงตาของเราจะมีสารอนุมูลอิสระอยู่จำนวนมาก ซึ่งจะเป็นตัวทำลายเซลล์รับภาพและก็นำมาซึ่งโรคเกี่ยวกับจอประสาทตาอีกทั้งในเด็กรวมทั้งผู้ใหญ่ได้ ลูทีนถือเป็นสารอาหารที่มีความ สำคัญสำหรับเพื่อการปกป้องรักษาหน้าจอประสาทตา โดยลูทีนจะทำงานร่วมกันกับกรดไขมันดีเอชเอรวมทั้งเอเอซึ่งมีส่วนช่วยสำหรับเพื่อการสร้างเสริมวิวัฒนาการด้านการมองมองเห็นของเด็ก โดยดีเอชเอและเอเอ จะปฏิบัติหน้าที่ราวกับเป็นหลอดไฟฟ้า ส่วนลูทีนจะทำหน้าที่ราวกับเป็นสารฉาบหลอดไฟไม่ให้เสื่อมเร็ว แล้วก็นอกจากลูทีนจะมักพบในดวงตาของผู้คนแล้ว ยังเจอได้ในสมองในส่วนที่เกี่ยวกับการมองมองเห็นถึงปริมาณร้อยละ 66 จึงมั่นใจว่าลูทีนมีส่วนช่วยในการรับภาพและส่งต่อไปยังสมองเจริญขึ้นอีกด้วยจากการเล่าเรียนทางระบาดวิทยา เจอหลักฐานว่า ลูทีนแล้วก็ซีแซนทีนช่วยลดโรคจอประสาทตาเสื่อม (Age-related macu

หน้า: [1] 2